โรคในผู้หญิงที่พบได้บ่อย

โรคในผู้หญิงที่พบได้บ่อยนั้นไม่ใช่เพียงแค่มะเร้งเต้านม หรือมะเร็งปากมดลูก แต่โรงอื่นๆก็ยังคร่าชีวิตของคุณผู้หญิงทั่วโลก
เพราะไลฟ์สไตล์ของแต่ละคนอาจจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรค
บทความนี้จึงจะมาแนะนำให้รู้จักกับโรคร้ายต่างๆที่ผู้หญิงควรระวังไว้

1.โรคหัวใจ และหลอดเลือด
เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของผู้หญิงทั่วโลก และจากสถิติพบว่า
อัตราการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดในผู้หญิงเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ต่างกับผู้ชายที่ลดลง
ซึ่งอาจเป็นเพราะผู้หญิงเข้ารับการตรวจสุขภาพน้อยกว่าผู้ชาย
และการตรวจวินิจฉัยโรคหลอดเลือดหัวใจในผู้หญิงก็ให้ผลการตรวจได้ไม่ชัดเจน เท่ากับผู้ชาย

2.โรคหลอดเลือดสมอง คือโรคร้ายที่เป็นสาเหตุการตายอันดับ 1
โดยผู้หญิงมีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดสมอง มากกว่ามะเร็งเต้านมถึง 2 เท่า
แต่ผู้หญิงส่วนใหญ่ไม่รู้จักอาการของโรคนี้ และไม่เชื่อว่า โรคหลอดเลือดสมองเกิดขึ้นได้กับผู้หญิงทุกช่วงอายุ
สำหรับโรคหลอดเลือดสมองนั้น ประกอบไปด้วย 3 โรคหลัก ๆ คือ เส้นเลือดสมองตีบ เส้นเลือดสมองแตก
และเส้นเลือดสมองอุดตัน โดยจะพบผู้ป่วยเส้นเลือดสมองตีบมากที่สุด ทั้งนี้ ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้น
หากในครอบครัวมีประวัติเคยเป็นโรคหลอดเลือดสมอง ไขมันในเลือดสูง หรือเป็นโรคหัวใจ เพราะฉะนั้น
หากใครมีอาการปวดหัวอย่างรุนแรง แขนขาอ่อนแรง ปากเบี้ยว ตามัว อย่านิ่งนอนใจ ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที

3.มะเร็งอวัยวะสืบพันธ์ นับ ได้ว่าเป็นโรคมะเร็งอันดับต้นๆ ที่เป็นภัยร้ายคร่าชีวิตผู้หญิงไทยไปอย่างต่อเนื่อง
ถึงแม้ภัยดังกล่าวจะมีอัตราลดลงบ้าง เนื่องจากผู้หญิงมีความตื่นตัวและใส่ใจกับโรคทางนรีเวชมากขึ้น
แต่ก็ยังเป็นสิ่งที่ทุกคนควรให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง เพราะมะเร็งอวัยวะสืบพันธุ์ของผู้หญิงเกิดได้หลายส่วน
มะเร็งปากมดลูกพบมากที่สุด มะเร็งรังไข่พบมากเป็นอันดับสอง

4.ภาวะสมองเสื่อม อีกหนึ่งโรคร้ายแรง ที่เป็นภัยเงียบใกล้ตัวคุณ โรคนี้สามารถที่เกิดขึ้นได้ง่ายๆ
จากความสามารถในการทำงานของสมองของคุณถดถอยลง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความจำ ความเข้าใจ การใช้เหตุผล
ซึ่งภาวะสมองเสื่อมนี้ เป็นอาการแสดงของหลายๆ โรค ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วจะมีสาเหตุมาจากโรคอัลไซเมอร์
และเป็นโรคที่พบได้บ่อยในผู้หญิงสูงอายุ โดยพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย
ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะภาวะขาดฮอร์โมนเพศในวัยหมดประจำเดือน

5.มะเร็งปอด โรคนี้ สามารถคร่าชีวิตของผู้หญิง โดยพบว่า มะเร็งปอดเป็นโรคมะเร็งลำดับที่ 5
ที่ผู้หญิงทั่วโลกต้องเผชิญ ซึ่งสาเหตุเป็นเพราะในช่วงเวลาที่ผ่านมา ผู้หญิงทั่วโลกสูบบุหรี่เพิ่มมากขึ้น
และผู้หญิงยังไวต่อสารการก่อให้เกิดมะเร็งมากกว่าผู้ชาย…

Read More

5 ครีมทามือกลิ่นหอม ใช้แล้วมือนุ่ม ไม่แห้ง ใช้ดีต้องบอกต่อ !

มือ เป็นอวัยวะที่สัมผัสสิ่งของต่างๆ
หากเราขาดการดูแลไม่ใสใจผิวมือก็มีโอกาสหยาบกร้าน แห้งด้าน
ขาดความชุ่มชื่น
ไม่ว่าเราจะบำรุงผิวหน้าและผิวกายให้เต่งตึงขนาดไหน
หากเราละเลยปล่อยให้มือเหี่ยว ทุกสิ่งอย่างก็ฟ้องออกมาจากมืออยู่ดีนะ
เอาและค่ะวันนี้เรามีแฮนด์ครีมทามือใช้ดี กลิ่นหอม
ใช้แล้วมือนุ่มไม่หยาบ จะมีตัวไหนบ้างไปดูพร้อมกันเลย !

1. Victoria's Secret Ultra – Moisturizing Hand and Body
Cream

ตัวนี้ขึ้นชื้อว่าเป็นครีมทามือ
ที่มีกลิ่นหอมติดทนนานตลอดทั้งวันเนื้อครีมเข้มข้นซึมซาบผิวได้อย่างร
วดเร็ว ช่วยทำให้ผวมือผิวอ่อนโยน เนียนนุ่ม
คืนความชุ่มชื่นสู่ผิวมีให้เลือกหลายกลิ่น

2. Vaseline Hand Cream

ครีมบำรุงมือและเล็บให้แข็งแรง ช่วยบำรุงอย่างล้ำลึก
ลดการสะลมของแบคทีเรีย ซึมซาบเร็ว อุดมไปด้วยคุนค่าจากเคาราติน
และสตาทิส 3.มอยซ์เจอร์ เพื่อสัมผัสที่ไม่เหนียวเหนอะหนะ

3. L'Occitane Shea Butter Hand Cream

ครีมทามือยอดนิยมจากทั่วโลก อุดมด้วยคุณค่าบำรุงจากเชีย บัตเตอร์
เนื้อครีมสีขาวข้นเนื้อหลอดสีเงินแบบคลาสสิก ช่วยให้ผิวมือนุ่มขึ้น
ไม่แห้ง ช่วยฟื้นฟูริ้วรอยและความเหี่ยวอย่างประสิทธิภาพ
กลิ่นหอมซีมไว้

4. Soap & Glory Hand Food

ตัวนี้เป็นอีกหนึ่งแบนที่น่าใช่ เพราะมีส่วนผสมของเชียบัตเตอร์
น้ำมันแมคคาเดเมีย มาร์ชแมลโลว์ เฟนเนล และสารสกัดจากดอกบัว
กลิ่นหอมอ่อนๆ ทาแล้วมือนุ่มจริง เนื้อครีมไม่เหนียวเหนอะหนะ

5. Jergens Hand & Nail Cream

ตัวนี้สำหรับคนที่มีผิวมือที่แห้งมากๆ ต้องดูแลเป็นพิเศษ
ตัวนี้จะช่วยดูแลความชุ่มชิ้นให้ผิวได้ยายนาน
ถนอมผิวทำให้สุขภาพมือและเล็บนุ่มนวลน่าสัมผัส…

Read More

ใครว่าการดื่มกาแฟไม่มีประโยชน์

นักดื่มกาแฟทุกคนคงจะรู้อยู่แล้วว่ารสชาติและความสุนทรีย์ของการค่อยๆ ละเลียดดื่มกาแฟหอมๆ
นั้นมันสุดยอดแค่ไหน ซึ่งนอกจากความสุขที่เราได้รับแล้ว มันยังมีประโยชน์กับร่างกายเราอีกด้วย
เริ่มแรกเลยก็คือการที่ช่วยให้สมองของเราตื่นตัว ทราบกันดีอยู่แล้วว่ากาเฟอีนในกาแฟนั้นจะช่วยให้เราสดชื่นขึ้น
สมองของเราจะปลอดโปร่งไปหลายชั่วโมง หลังจากที่ดื่มกาแฟหนึ่งแก้ว มันยังส่งผลดีต่อการทำงานของเราอีกด้วย
เพราะเมื่อเรารู้สึกแอคทีฟ มีความกระปรี้กระเปร่าเต็มที่ งานที่ออกมาก็จะดีขึ้น
อีกทั้งคนรอบข้างก็จะสดใสตามเราไปด้วย
สำหรับผู้ที่อดหลับอดนอนและมีความจำเป็นที่จะต้องให้ร่างกายตื่นตัว พร้อมสำหรับการใช้ชีวิตในวันถัดไป
การดื่มกาแฟก็เป็นทางเลือกที่ดี มันช่วยผ่อนคลายร่างกายจากความอ่อนล้าที่ต้องอดหลับอดนอน
แม้ว่าสุดท้ายแล้วการนอนหลับให้เพียงพอจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด แต่กาแฟก็เป็นตัวช่วยในกรณีฉุกเฉินได้เหมือนกัน
นอกจากนั้นแล้ว จากการวิจัยยังบ่งบอกว่ากาแฟมีผลช่วยป้องกันหรือว่าช่วยชะลอการเกิดโรคอย่างพาร์กินสันด้วย
โดยผู้ที่ได้รับกาเฟอีนอยู่เป็นประจำในปริมาณที่พอเหมาะะมีอัตราความเสี่ยงโรคพาร์กินสันน้อยลง
ซึ่งส่งผลต่อทั้งเพศชายและเพศหญิงเลยด้วย
กาแฟยังช่วยป้องกันโรคอื่นๆ ได้อีกด้วย อย่างเช่นโรคนิ่วในถุงน้ำดี รวมถึงยังป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่,
ป้องกันมะเร็งลำไส้ตรง และป้องกันโรคเบาหวาน ทั้งหมดนี้อาจจะไม่ได้ป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นแน่นอนแบบ 100
เปอร์เซ็นต์ แต่จากการวิจัยแล้วก็พบว่าการดื่มกาแฟเป็นประจำจะช่วยลดโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคเหล่านี้
อย่างไรก็ตาม การดื่มกาแฟก็มีข้อที่ควรระวังด้วยเช่นกัน
สำหรับผู้หญิงที่ตั้งครรภ์นั้นควรระวังไม่ให้ได้รับกาเฟอีนเกินกว่า 200 มิลลิกรัมต่อวัน
หรือถ้าจะนำไปเปรียบเทียบกับกาแฟสำเร็จรูปแล้วก็เท่ากับว่าไม่ควรดื่มเกินวันละ 2 แก้วนั่นเอง
สำหรับเด็กที่ยังโตไม่เต็มที่ การดื่มกาแฟอาจจะไม่ได้มีปัญหาอะไรร้ายแรง
แต่ผลข้างเคียงที่ได้รับจากการดื่มที่มากเกินไป อาจจะส่งผลรุนแรงกว่าที่เกิดขึ้นกับผู้ใหญ่ได้
ดังนั้นเลี่ยงเอาไว้ก่อนจะเป็นเรื่องดีที่สุด โดยรวมแล้วไม่ควรดื่มกาแฟเกินวันละ 2 แก้วจะเป็นเรื่องที่ดีที่สุด
เพราะถ้ายิ่งดื่มเยอะ ร่างกายของเราก็อาจจะโหยหากาเฟอีนจนติดเป็นนิสัย และจะส่งผลเสียต่อร่างกายในระยะยาว
ทั้งหมดนี้ก็คือประโยชน์ของกาแฟที่ถือว่าเป็นข่าวดีสำหรับผู้ที่ชอบดื่ม อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างมีความพอดีของมัน
ดื่มให้พอเหมาะ แล้วทุกอย่างจะดีกับตัวเราเอง…

Read More

สุขภาพที่ดี ควรดื่มน้ำอย่างไร

1. ผัก ผลไม้
กินผัก ผลไม้ให้มาก เพราะอุดมด้วยวิตามิน เกลือแร่
และมีส่วนประกอบของน้ำมากกว่าร้อยละ 90 (ผักมีส่วนประกอบของน้ำร้อยละ 95
ผลไม้มีส่วนประกอบของน้ำร้อยละ 90) ดังนั้น กินผักผลไม้ 500 กรัม เท่ากับดื่มน้ำ
400 ซีซี
2. ผสมเกลือแร่เล็กน้อย
หากคุณสูญเสียน้ำในร่างกายออกไปมาก แล้วรู้สึกกระหาย
ควรใช้เกลือแร่ผสมน้ำเล็กน้อย เพื่อดื่มให้ดับกระหาย
แต่ไม่ควรดื่มมากเกินไปเช่นกัน
3. ดื่มน้ำ 2-3 ลิตร/วัน
ปริมาณน้ำที่ต้องดื่มต่อวันคือ 2-3 ลิตร จึงจะมีปริมาณพอเพียงต่อร่างกาย
หากอากาศร้อนจัด ปริมาณน้ำที่ดื่มต้องเพิ่มจำนวนขึ้น สำหรับผู้อายุ
กลไกการกระหายน้ำจะเสื่อมลง เพราะฉะนั้นต้องหมั่นดื่มน้ำให้เพียงพอ
4. ไม่ควรดื่มเบียร์ หรือน้ำแข็ง
เพราะจะเป็นอันตรายต่อระบบการย่อยอาหารในระยะยาว
ร่างกายจะอ่อนแอ มีความเย็นในร่างกาย และของเสียตกค้าง
พลังของร่างกายจะอ่อนแอ
5. ห้ามปล่อยให้ร่างกายกระหายน้ำ แล้วค่อยดื่ม
หากเราปล่อยให้กระหายน้ำเต็มที่ แล้วค่อยมาดื่ม
ร่างกายจะเข้าสู่ภาวะขาดน้ำ จนทำให้มีของเสีย สารพิษตกค้างอยู่มาก
ไม่สามารถระบายหรือขับถ่ายได้ ส่งผลให้ร่างกายอ่อนแอ
ของเสียในร่างกายก็จะตกค้างสะสม
6. ระวังเครื่องดื่มดับกระหาย
หากดื่มเครื่องดื่มดับกระหายบ่อยครั้ง
จะยิ่งทำให้ส่งผลเสียต่อร่างกายในระยะยาว ยิ่งดื่มยิ่งกระหาย
หากเป็นเครื่องดื่มที่มีปริมาณไขมันและแคลอรี่สูง อาจทำให้เป็นโรคเบาหวาน
หรือไขมันในเลือดสูง หรือเกิดพิษสะสมในร่างกาย
7. ดื่มน้ำมากก็เป็นโทษ
การดื่มครั้งเดียวปริมาณมากๆ ตอนตื่นนอน เพื่อขับล้างของเสียในร่างกาย
ร่างกายคนเราเมื่อขาดน้ำ ปัสสาวะจะน้อย เมื่อน้ำเกินปัสสาวะจะมาก
โดยอาศัยการทำงานของไตเป็นตัวควบคุม คนปกติที่ไม่ขาดน้ำ
ถ้าได้รับน้ำปริมาณมาก จะทำให้ไตทำงานหนักขึ้น ส่งผลให้เลือดเจือจาง
แรงดันในการดูดซึมของสารอาหารสู่เซลล์น้อยลง ปริมาณน้ำในเซลล์มากขึ้น
ทำให้เซลล์บวมน้ำ เกิดพิษต่อเซลล์ มีอาการเวียนศีรษะ ปวดศีรษะ คลื่นไส้
อาเจียน แน่นท้อง ถ้าเซลล์บวมน้ำมากขึ้นจะมีอาการง่วงนอน กระตุก มองไม่ชัด
หัวใจเต้นช้า หายใจช้า เป็นลม เป็นต้น ดังนั้นการดื่มน้ำจึงต้องพอเหมาะ
ไม่มากหรือน้อยเกินไป
8. ไม่ควรดื่มน้ำอย่างรวดเร็ว
การดื่มแบบนี้จะมีผลกระทบต่อการทำงานของหัวใจ
ทำให้หัวใจอ่อนแรงในระยะยาว เพราะปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้น
อย่างรวดเร็วทำให้ไตควบคุมการขับน้ำไม่ได้ทันทีทันใด
ก็จะมีปริมาณน้ำในหลอดเลือดมากแล้วก็ไปเพิ่มภาระการสูบฉีดของหัวใจ
9. หลังอาหารไม่ควรดื่มน้ำมาก
ไม่ควรดื่มน้ำเย็น หรือดื่มน้ำในปริมาณมากๆ หลังกินอาหาร
เพราะน้ำจะไปเจือจางความเข้มข้นของน้ำย่อย ทำให้การย่อยอาหารไม่ดี
เป็นโรคกระเพาะ…

Read More

3 อาหารที่เป็นอันตรายต่อผิว

เรื่อง ผิวพรรณ ถือเป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจดูแลจากผู้หญิงค่อนข้างมาก
เพราะหากไม่ใส่ใจแล้วล่ะก็ ปัญหาต่าง ๆ ก็จะเกิดปัญหาตามมาอย่างแน่นอน
ไม่ว่าจะเป็นผิวแห้ง ผิวลอก ผิวมัน สิว ริ้วรอย ฝ้า กระ ไปจนถึงเรื่องจุดด่างดำ
นอกจากจะใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่เหมาะแล้วกับสภาพผิวเราแล้ว
อีกสิ่งหนึ่งที่ควรใส่ใจนั้นก็คือ เรื่องของอาหารการกินนั้นเอง
เพราะอาหารบางชนิดก็สามารถทำอันตราแก่ผิวของเราได้ ดังนั้นหากอยากมีผิวสวย
หน้าใส ก็ควรหลีกเลี่ยงอาหารดังต่อไปนี้
1. น้ำตาล
นอกจากจะทำให้น้ำหนักเราเพิ่มขึ้นแล้ว น้ำตาล
ยังเป็นอีกหนึ่งสาเหตุสำคัญที่ทำอันตรายผิวเรา เพราะการทานน้ำตาลมาก ๆ
จะส่งผลให้ผิวเกิดริ้วรอยก่อนวัยได้

ถ้าหากใครยังไม่อยากหน้าแก่ก่อนวัยก็ควรทานน้ำตาลในปริมาณที่ร่างกายต้องการ
ก็พอแล้ว
2. เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
สาเหตุสำคัญอีกหนึ่งอย่างที่ทำให้ผิวเกิดริ้วรอยมาจากเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
เพราะว่าเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์จะทำให้ร่างกายอยู่ในสภาวะขาดน้ำ
ส่งผลให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับผิวตามมา ซึ่งในบ้างรายที่มีอาการแพ้แอลกอฮอล์
ก็อาจจะเกิดพื้นแดงและระคายเคือง
3. เครื่องดื่มประเภทชา และ กาแฟ
นอกจากเครื่องดื่มประเภทชาและกาแฟแล้ว
น้ำอัดลมก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุสำคัญที่ทำร้ายผิวเรา เพราะคาเฟอีนจะดูดซึมวิตามินบี
สังกะสี และแมกนีเซียม ออกจากผิว ส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันของผิวเราต่ำลง
ทำให้ผิวมีอาการแห้งและอ่อนแอ
ทางที่ดีควรหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มประเภทนี้ไปเลย…

Read More

วัยทำงานควรหาเวลาวิ่งได้แล้ว

 

 

ด้วยต้นทุนที่ไม่แพง เริ่มต้นได้ง่าย เหมาะกับทุกเพศทุกวัย นอกจากนี้ยังสามารถจัดสรรเวลาได้ตามตารางชีวิตของแต่ละคน การวิ่งจึงถือได้ว่าเป็นหนึ่งในกีฬาและกิจกรรมโปรดของคนไทยในยุคนี้

จากข้อมูลการสำรวจของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า ในปี 2559 ประเทศไทยมีผู้ออกกำลังกายด้วยการวิ่งจำนวน 12 ล้านคน โดยเป็นคนในวัยทำงานมากที่สุดสูงถึง 6.9 ล้านคน รองลงมาเป็นกลุ่มวัยรุ่น และกลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งมีสัดส่วนพอๆ กัน ที่ 2.5 ล้านคน และจากนักวิ่งทั้งหมด จัดเป็นกลุ่มคนที่อาศัยในเมืองถึง 8.1 ล้านคน

 

อย่างไรก็ดี สำหรับนักวิ่งแล้ว การซ้อมวิ่งเป็นประจำนับเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้นักวิ่งมีพัฒนาการที่ดี แต่สำหรับคนเมือง หรือคนวัยทำงาน ที่ถือว่าเป็นประชากรนักวิ่งกลุ่มใหญ่ การหาเวลาหรือสถานที่ซ้อมวิ่งให้ได้เป็นประจำนับเป็นเรื่องที่ท้าทายพอๆ กับการลงประลองสนามจริงเลยทีเดียว

 

ข้อดีของการวิ่งในสภาพแวดล้อมต่างๆ

 

การวิ่งบนถนน หรือวิ่งตามสวนสาธารณะต่างๆ ก็มีข้อดีตรงที่ ได้รับอากาศสดชื่นบริสุทธิ์ ประหยัด ไม่มีค่าใช้จ่าย สามารถวิ่งไปพร้อมชมวิวรอบตัวได้ ไม่น่าเบื่อจำเจ แต่ข้อเสียก็จะมีบ้าง เช่น ฝนฟ้าอากาศไม่เป็นใจ มีตัวแปรเรื่องเวลาและการเดินทางมาเกี่ยวข้อง เช่น ต้องตื่นตั้งแต่เช้ามืดเพื่อรีบไปวิ่งก่อนไปทำงาน หรือไปวิ่งหลังเลิกงานก็อาจจะเหนื่อยหรือขี้เกียจเกินไป

 

ส่วนการวิ่งบนลู่ไฟฟ้า อย่างในฟิตเนสต่างๆ  จะมีข้อดีที่ตอบโจทย์เรื่องเวลา ฟิตเนสบางที่ก็อยู่ในตึกออฟฟิศเลย เดินทางสะดวกสบาย ไม่ต้องกังวลเรื่องสภาพอากาศ ฝนตกแดดออก ลู่วิ่งที่ดีก็จะช่วยลดแรงกระแทก ถนอมเข่า-ข้อเท้าได้มากกว่าวิ่งบนถนนจริงหรือในสวนสาธารณะ แต่ข้อเสียก็อาจจะเป็นเรื่อง ค่าใช้จ่าย ค่าเมมเบอร์ของฟิตเนส เป็นต้น…

Read More

ลดน้ำหนักอย่างไรไม่ใช้พุ่งย้วย

 

 

พยายามลดน้ำหนักแทบตาย ทั้งออกกำลังกาย และควบคุมอาหาร น้ำหนักลงแล้ว แต่ทำไมหน้าท้องเหี่ยว ย้วย ไม่ดูเฟิร์มเลย เราเชื่อหลายคนมีปัญหานี้

งั้นเอาสาระมาพูดกันก่อน คือ ผิวหนังของคนเราแบ่งออกเป็น 3 ชั้น ได้แก่ ชั้นหนังกำพร้า ชั้นหน้งแท้ ซึ่งชั้นนี้มีเส้นใยอีลาสติน คอลลาเจน ที่ช่วยเพิ่มความกระชับ ยืดหนุ่นแก่ผิว และชั้นสุดท้าย ชั้นใต้ผิวหนัง ชั้นนี้แหละที่ไขมันอาศัยอยู่ กล่าวคือ ถ้าเรามีน้ำหนักตัวที่เพิ่มมากขึ้น เซลล์ไขมันในชั้นใต้ผิวหนังก็จะยืดขยาย ทำให้ชั้นหนังแท้ขยายตาม เส้นใยอีลาสตินในชั้นหนังแท้ก็จะยืดตัวถาวร ทำให้เกิดรอยแตกลาย สังเกตดีๆ คนที่น้ำหนักลดลงมากๆ จะสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าว่าผิวเราจะมีรอยแตกลาย เพราะเหตุนี้ถ้าเราลดน้ำหนักได้เกิน 1 กิโลต่อสัปดาห์ ผิวบริเวณส่วนต่างๆ พุงหรือหน้าท้องก็จะหย่อนยาน เพราะผิวที่เคยขยายได้หดตัวอย่างรวดเร็ว ว่ากันว่าถ้ายิ่งอายุมากขึ้นการฟื้นฟูก็จะยากกว่าคนที่อายุน้อย แล้วทำอย่างไรล่ะ ลดน้ำหนักแล้วหน้าท้องจะไม่ย้วย หย่อนยาน?

 

– อย่าอดอาหาร

 

การควบคุมอาหาร โดยการไม่กินอะไรเลยทั้งวัน น้ำเปล่าน้ำเย็นอย่างเดียวไม่เวิร์ก เพราะความเชื่อผิดๆ เหล่านี้ ถึงแม้น้ำหนักจะลดลง แต่ร่างกายก็ดูโทรมไม่เฟิร์ม นี่แหละเป็นการทำร้ายผิวโดยไม่รู้ตัว จากคนที่มีพุงพอกรุบกริบ อยู่ๆ พุงนั้นก็ย้วย หย่อนยานไม่รู้ตัว ซึ่งการทำแบบนี้จะทำให้ระบบร่างกายเสียสมดุล ปริมาณน้ำตาลในเลือดลดลง นอกจากจะไม่สามารถกำจัดไขมันในชั้นใต้ผิวหนังได้แล้ว ยังส่งผลเสียต่อชั้นหนังกำพร้าและชั้นหนังแท้อีกด้วย

 

– รับประทานอาหารที่มีประโยชน์

 

ลดน้ำหนักก็ทานอาหารได้เป็นปกติ แต่ควรเลือกรับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ เน้นทานผัก ผลไม้ งดแป้ง แต่ข้าวก็ยังทานได้อยู่นะ ลองเปลี่ยนจากข้าวขาวขัดสีมาเป็นข้าวไรซ์เบอร์รี่แทน นอกจากจะให้พลังงานแล้ว ยังเป็นประโยชน์ต่อร่างกายอีกด้วย เพราะข้าวไรซ์เบอร์รี่มีสารอาหารสำคัญอยู่ อาทิ วิตามินอี ช่วยชะลอความแก่ ผิวพรรณสดใส มีโอเมก้า 3 กรดไขมันจำเป็น ช่วยการทำงานของสมอง ตับ และระบบประสาท ลดระดับคอเลสเตอรอล นอกจากนี้เส้นใย (Fiber) ในข้าวไรซ์เบอร์รี่ จะช่วยลดระดับไขมันและคอเลสเตอรอลแล้ว ยังช่วยป้องกันโรคหัวใจ ช่วยควบคุมน้ำหนัก ช่วยระบบขับถ่ายอีกด้วย บอกแล้วลดน้ำหนักก็ทานแป้งได้ และที่สำคัญคือ งดไขมัน ของทอดต่างๆ เป็นต้น…

Read More

รักษาสุขภาพอย่างไรไม่ให้ป่วย ด้วยการหลีกเลี่ยงสารพิษในชีวิตประจำวัน

ในชีวิตประจำวันของคนเราได้รับสารพิษต่างๆ มากมาย ทั้งมลพิษจากสิ่งแวดล้อมภายนอก หรือสารพิษที่เกิดขึ้นจากการทำงานของร่างกายของเราเอง ซึ่งสารพิษต่างๆ เหล่านี้หากมีไม่มาก และเรารับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอยู่เป็นประจำ ร่างกายของเราก็จะสามารถกำจัดสารพิษต่างๆ นี้ออกไปได้เอง แต่หากว่าเราได้รับสารพิษดังกล่าวมากๆ และไม่ได้กินอาหารที่มีประโยชน์ เราก็มีความเสี่ยงที่จะป่วยหรือเกิดโรคต่างๆ ได้ง่ายขึ้น

โดยปกติแล้ว ร่างกายของเราจะมีสารที่คอยป้องกันและทำลายเชื้อโรคต่างๆ ที่เข้ามาในร่างกาย นั่นคือเม็ดเลือดขาว แต่ถ้าหากว่าเม็ดเลือดขาวของเราไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคได้ เราก็จะป่วย  และหากว่าร่างกายของเราไม่สามารถที่จะกำจัดสารพิษออกไปได้หมด ร่างกายของเราจะเก็บสะสมสารพิษต่างๆ เอาไว้ที่ตับ ทำให้เราเป็นโรคตับแข็ง ตับอักเสบ หรือเป็นโรคมะเร็งตับได้ อีกทั้งสารเคมีบางชนิดยังมีฤทธิ์เข้าไปทำลายระบบประสาท อาจทำให้เป็นโรคเกี่ยวกับสมองได้อีกด้วย  นอกจากนี้การที่เรากินอาหารที่ไม่มีประโยชน์ หรือกินอาหารบางชนิดที่มากเกินความจำเป็นของร่างกาย จะทำให้เกิดอนุมูลอิสระขึ้นในร่างกายของเรา ทำให้เราป่วยได้ง่ายขึ้น

ดังนั้นเราควรจะหลีกเลี่ยงไม่ให้สารพิษต่างๆ เหล่านี้เข้าสู่ร่างกายมากเกินไป สำหรับมลพิษที่เกิดจากมลภาวะ เราควรจะเลี่ยงไม่ไปอยู่บริเวณที่มีควันพิษเยอะ หากว่าไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ควรนำผ้าปิดจมูกหรือผ้าเช็ดหน้าผืนใหญ่ๆ พกติดตัวไปด้วย เพื่อที่จะได้ใช้ปิดจมูกระหว่างการเดินทาง ส่วนมลพิษที่เกิดจากอาหารการกินนั้น เราควรจะเลือกกินอาหารที่เหมาะสมต่อความต้องการของร่างกาย เน้นการกินผักผลไม้ปลอดสารพิษ กินอาหารประเภทแป้ง น้ำตาล และไขมันแต่พอดี เท่าที่ร่างกายจำเป็นต้องใช้ ส่วนไขมันก็พยายามเลือกกินไขมันชนิดที่จำเป็น และเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย หลีกเลี่ยงไขมันที่ก่อให้เกิดโทษ อย่างไขมันที่ได้จากสัตว์ เช่น เนื้อหมู เนื้อวัว เป็นต้น ควรงดอาหารประเภทเนื้อสัตว์ที่ใช้สารเร่งหรือว่ากระตุ้นการเติบโตโดยใช้สารเคมี หรือว่าฮอร์โมน รวมไปถึงยาและอาหารเสริมที่ไม่ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยา (อย.) เพราะอาจจะทำให้เกิดอนุมูลอิสระได้ง่าย

นอกจากที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น การออกกำลังกายก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยทำให้ร่างกายของเราแข็งแรง เมื่อมีสารพิษเข้ามาสู่ร่างกายของเรา ร่างกายของเราก็จะสามารถกำจัดหรือว่าทำลายได้โดยง่าย ซึ่งเราจะสังเกตได้ว่าคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำจะไม่ค่อยเป็นหวัด หรือป่วยเป็นโรคอะไรสักเท่าไร…

Read More