ใครว่าการดื่มกาแฟไม่มีประโยชน์

นักดื่มกาแฟทุกคนคงจะรู้อยู่แล้วว่ารสชาติและความสุนทรีย์ของการค่อยๆ ละเลียดดื่มกาแฟหอมๆ
นั้นมันสุดยอดแค่ไหน ซึ่งนอกจากความสุขที่เราได้รับแล้ว มันยังมีประโยชน์กับร่างกายเราอีกด้วย
เริ่มแรกเลยก็คือการที่ช่วยให้สมองของเราตื่นตัว ทราบกันดีอยู่แล้วว่ากาเฟอีนในกาแฟนั้นจะช่วยให้เราสดชื่นขึ้น
สมองของเราจะปลอดโปร่งไปหลายชั่วโมง หลังจากที่ดื่มกาแฟหนึ่งแก้ว มันยังส่งผลดีต่อการทำงานของเราอีกด้วย
เพราะเมื่อเรารู้สึกแอคทีฟ มีความกระปรี้กระเปร่าเต็มที่ งานที่ออกมาก็จะดีขึ้น
อีกทั้งคนรอบข้างก็จะสดใสตามเราไปด้วย
สำหรับผู้ที่อดหลับอดนอนและมีความจำเป็นที่จะต้องให้ร่างกายตื่นตัว พร้อมสำหรับการใช้ชีวิตในวันถัดไป
การดื่มกาแฟก็เป็นทางเลือกที่ดี มันช่วยผ่อนคลายร่างกายจากความอ่อนล้าที่ต้องอดหลับอดนอน
แม้ว่าสุดท้ายแล้วการนอนหลับให้เพียงพอจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด แต่กาแฟก็เป็นตัวช่วยในกรณีฉุกเฉินได้เหมือนกัน
นอกจากนั้นแล้ว จากการวิจัยยังบ่งบอกว่ากาแฟมีผลช่วยป้องกันหรือว่าช่วยชะลอการเกิดโรคอย่างพาร์กินสันด้วย
โดยผู้ที่ได้รับกาเฟอีนอยู่เป็นประจำในปริมาณที่พอเหมาะะมีอัตราความเสี่ยงโรคพาร์กินสันน้อยลง
ซึ่งส่งผลต่อทั้งเพศชายและเพศหญิงเลยด้วย
กาแฟยังช่วยป้องกันโรคอื่นๆ ได้อีกด้วย อย่างเช่นโรคนิ่วในถุงน้ำดี รวมถึงยังป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่,
ป้องกันมะเร็งลำไส้ตรง และป้องกันโรคเบาหวาน ทั้งหมดนี้อาจจะไม่ได้ป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นแน่นอนแบบ 100
เปอร์เซ็นต์ แต่จากการวิจัยแล้วก็พบว่าการดื่มกาแฟเป็นประจำจะช่วยลดโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคเหล่านี้
อย่างไรก็ตาม การดื่มกาแฟก็มีข้อที่ควรระวังด้วยเช่นกัน
สำหรับผู้หญิงที่ตั้งครรภ์นั้นควรระวังไม่ให้ได้รับกาเฟอีนเกินกว่า 200 มิลลิกรัมต่อวัน
หรือถ้าจะนำไปเปรียบเทียบกับกาแฟสำเร็จรูปแล้วก็เท่ากับว่าไม่ควรดื่มเกินวันละ 2 แก้วนั่นเอง
สำหรับเด็กที่ยังโตไม่เต็มที่ การดื่มกาแฟอาจจะไม่ได้มีปัญหาอะไรร้ายแรง
แต่ผลข้างเคียงที่ได้รับจากการดื่มที่มากเกินไป อาจจะส่งผลรุนแรงกว่าที่เกิดขึ้นกับผู้ใหญ่ได้
ดังนั้นเลี่ยงเอาไว้ก่อนจะเป็นเรื่องดีที่สุด โดยรวมแล้วไม่ควรดื่มกาแฟเกินวันละ 2 แก้วจะเป็นเรื่องที่ดีที่สุด
เพราะถ้ายิ่งดื่มเยอะ ร่างกายของเราก็อาจจะโหยหากาเฟอีนจนติดเป็นนิสัย และจะส่งผลเสียต่อร่างกายในระยะยาว
ทั้งหมดนี้ก็คือประโยชน์ของกาแฟที่ถือว่าเป็นข่าวดีสำหรับผู้ที่ชอบดื่ม อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างมีความพอดีของมัน
ดื่มให้พอเหมาะ แล้วทุกอย่างจะดีกับตัวเราเอง…

Read More

สุขภาพที่ดี ควรดื่มน้ำอย่างไร

1. ผัก ผลไม้
กินผัก ผลไม้ให้มาก เพราะอุดมด้วยวิตามิน เกลือแร่
และมีส่วนประกอบของน้ำมากกว่าร้อยละ 90 (ผักมีส่วนประกอบของน้ำร้อยละ 95
ผลไม้มีส่วนประกอบของน้ำร้อยละ 90) ดังนั้น กินผักผลไม้ 500 กรัม เท่ากับดื่มน้ำ
400 ซีซี
2. ผสมเกลือแร่เล็กน้อย
หากคุณสูญเสียน้ำในร่างกายออกไปมาก แล้วรู้สึกกระหาย
ควรใช้เกลือแร่ผสมน้ำเล็กน้อย เพื่อดื่มให้ดับกระหาย
แต่ไม่ควรดื่มมากเกินไปเช่นกัน
3. ดื่มน้ำ 2-3 ลิตร/วัน
ปริมาณน้ำที่ต้องดื่มต่อวันคือ 2-3 ลิตร จึงจะมีปริมาณพอเพียงต่อร่างกาย
หากอากาศร้อนจัด ปริมาณน้ำที่ดื่มต้องเพิ่มจำนวนขึ้น สำหรับผู้อายุ
กลไกการกระหายน้ำจะเสื่อมลง เพราะฉะนั้นต้องหมั่นดื่มน้ำให้เพียงพอ
4. ไม่ควรดื่มเบียร์ หรือน้ำแข็ง
เพราะจะเป็นอันตรายต่อระบบการย่อยอาหารในระยะยาว
ร่างกายจะอ่อนแอ มีความเย็นในร่างกาย และของเสียตกค้าง
พลังของร่างกายจะอ่อนแอ
5. ห้ามปล่อยให้ร่างกายกระหายน้ำ แล้วค่อยดื่ม
หากเราปล่อยให้กระหายน้ำเต็มที่ แล้วค่อยมาดื่ม
ร่างกายจะเข้าสู่ภาวะขาดน้ำ จนทำให้มีของเสีย สารพิษตกค้างอยู่มาก
ไม่สามารถระบายหรือขับถ่ายได้ ส่งผลให้ร่างกายอ่อนแอ
ของเสียในร่างกายก็จะตกค้างสะสม
6. ระวังเครื่องดื่มดับกระหาย
หากดื่มเครื่องดื่มดับกระหายบ่อยครั้ง
จะยิ่งทำให้ส่งผลเสียต่อร่างกายในระยะยาว ยิ่งดื่มยิ่งกระหาย
หากเป็นเครื่องดื่มที่มีปริมาณไขมันและแคลอรี่สูง อาจทำให้เป็นโรคเบาหวาน
หรือไขมันในเลือดสูง หรือเกิดพิษสะสมในร่างกาย
7. ดื่มน้ำมากก็เป็นโทษ
การดื่มครั้งเดียวปริมาณมากๆ ตอนตื่นนอน เพื่อขับล้างของเสียในร่างกาย
ร่างกายคนเราเมื่อขาดน้ำ ปัสสาวะจะน้อย เมื่อน้ำเกินปัสสาวะจะมาก
โดยอาศัยการทำงานของไตเป็นตัวควบคุม คนปกติที่ไม่ขาดน้ำ
ถ้าได้รับน้ำปริมาณมาก จะทำให้ไตทำงานหนักขึ้น ส่งผลให้เลือดเจือจาง
แรงดันในการดูดซึมของสารอาหารสู่เซลล์น้อยลง ปริมาณน้ำในเซลล์มากขึ้น
ทำให้เซลล์บวมน้ำ เกิดพิษต่อเซลล์ มีอาการเวียนศีรษะ ปวดศีรษะ คลื่นไส้
อาเจียน แน่นท้อง ถ้าเซลล์บวมน้ำมากขึ้นจะมีอาการง่วงนอน กระตุก มองไม่ชัด
หัวใจเต้นช้า หายใจช้า เป็นลม เป็นต้น ดังนั้นการดื่มน้ำจึงต้องพอเหมาะ
ไม่มากหรือน้อยเกินไป
8. ไม่ควรดื่มน้ำอย่างรวดเร็ว
การดื่มแบบนี้จะมีผลกระทบต่อการทำงานของหัวใจ
ทำให้หัวใจอ่อนแรงในระยะยาว เพราะปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้น
อย่างรวดเร็วทำให้ไตควบคุมการขับน้ำไม่ได้ทันทีทันใด
ก็จะมีปริมาณน้ำในหลอดเลือดมากแล้วก็ไปเพิ่มภาระการสูบฉีดของหัวใจ
9. หลังอาหารไม่ควรดื่มน้ำมาก
ไม่ควรดื่มน้ำเย็น หรือดื่มน้ำในปริมาณมากๆ หลังกินอาหาร
เพราะน้ำจะไปเจือจางความเข้มข้นของน้ำย่อย ทำให้การย่อยอาหารไม่ดี
เป็นโรคกระเพาะ…

Read More