เคล็ดลับ 1 เดือน สร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแกร่ง

หากคุณอยู่ระหว่างออกกำลังกายเพื่อหวังที่จะสร้างกล้ามเนื้อแต่อาจรู้สึกว่าไม่ว่าจะลองทำวิธีไหนก็ได้ผลลัพธ์ไม่ดีเท่าที่ควร
กล้ามไม่ใหญ่ขึ้นตามที่ตั้งใจไว้ วันนี้เรามีเคล็ดลับดี ๆที่สามารถเสริมความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อมาฝากกัน
บริหารร่างกายโดยเน้นท่าที่ใช้แรงมากๆ
หากต้องการเสริมความแข็งแกร่งให้กล้ามเนื้อ ควรออกกำลังด้วยท่า Compound Lift
เพราะเป็นท่าบริหารที่ใช้กล้ามเนื้อหลายส่วนพร้อมกัน เช่น Squat, Deadlift, Bench
Press, Military Press, Row และ Pull up
นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนที่ร่างกายใช้ในการกระตุ้นการเจริญเติบโตของกล้ามเนื้ออีกด้วย
ไม่ต้องเพิ่มจำนวนครั้งแต่เน้นเพิ่มจำนวนเซต จำนวนเซตที่มากขึ้นจะทำให้คุณใช้พลังงานมากกว่าการเพิ่มจำนวนครั้ง
ขณะเดียวกันก็มีผลการศึกษาที่ปรากฏในวารสารของ Journal of Strength and
Conditioning Research รายงานว่าการออกกำลังกายแบบไม่จำกัดจำนวนครั้งต่อเซตจำนวน 2 เซต
จะช่วยกระตุ้นกล้ามเนื้อให้ตื่นตัวและเพิ่มฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนให้กับกล้ามเนื้อได้เป็นอย่างดี
เพิ่มน้ำหนัก = เพิ่มพลัง
การเพิ่มน้ำหนักใส่เวททุกครั้งที่ยก คือ วิธีที่จะเพิ่มความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อแบบง่าย ๆ
ซึ่งเมื่อบวกกับการกินอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายในปริมาณที่เพียงพอ
ก็จะช่วยเสริมพลังงานให้กล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ควรกินอาหารที่พลังงานพอดีกับการสร้างกล้ามเนื้อควรกินอาหารวันละ 5-6 มื้อ
เพื่อให้มีพลังงานมากกว่าอัตราการเผาผลาญพลังงานขณะพัก 500 แคลอรีขึ้นไป
จึงจะเพียงพอต่อการสร้างและรักษากล้ามเนื้อตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายกินโปรตีน 1.5 เท่าของน้ำหนักตัว
โปรตีนเป็นสิ่งที่จำเป็นในการสร้างกล้ามเนื้อเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้น
ถ้าอยากได้ผลลัพธ์ที่ดีควรกินโปรตีนให้มากเข้าไว้
ซึ่งแหล่งอาหารที่มีโปรตีนมากที่สุดคือ ปลา เนื้อ ไข่ ถั่ว และอาหารที่ทำจากแป้งโปรตีนเป็นต้น
กินคาร์โบไฮเดรตชนิดดีและผัก
อาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตไม่ดี เช่น ข้าวขาว เค้ก และขนมปังขาวอาจทำให้เกิดโรคอ้วนและโรคเรื้อรังต่าง ๆ ได้
ซึ่งควรเปลี่ยนมากินอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตชนิดดีอย่าง มันฝรั่ง ผลไม้ เมล็ดควินัว
และขนมปังโฮลเกรน ซึ่งจะช่วยเพิ่มพลังงานและแร่ธาตุต่าง ๆ ให้กับร่างกายในการนำไปสร้างกล้ามเนื้อ
ขณะที่การกินผักจะช่วยเพิ่มวิตามินและสารอาหารที่ร่างกายต้องการโดยปราศจากไขมันส่วนเกิน
ทำคาร์ดิโอแอโรบิกทุกสัปดาห์
การฝึกแบบคาร์ดิโอแอโรบิกจะช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้กล้ามเนื้อได้อย่างรวดเร็ว
คุณจะสามารถออกกำลังกายได้หนักขึ้นเรื่อย ๆ และฟื้นฟูกล้ามเนื้อได้รวดเร็วขึ้น
ทั้งนี้การวิ่งจ๊อกกิ้ง ไม่เพียงแต่จะกระตุ้นระบบไหลเวียนเลือดแต่ยังช่วยให้ลดน้ำหนักได้ด้วยเช่นกัน
นอนหลับอย่างน้อยวันละ 8 ชั่วโมง
ช่วงที่คุณนอนหลับนั้น เป็นเวลาที่ดีที่สุดที่โกรทฮอร์โมนจะถูกผลิตออกมาจำนวนมาก
ขณะที่การอดนอนหรือนอนน้อยจะขัดขวางการสร้างฮอร์โมนชนิดนี้รวมถึงการซ่อมแซมกล้ามเนื้ออีกด้วย…

Read More

ชะอม สรรพคุณดีตำลึง ผักริมรั้ว ยั่วน้ำลายไหล

ชะอม เป็นไม้พุ่มขนาดย่อมเป็นพืชที่ตลอดทั้งลำต้นและกิ่งมีหนามแหลม
มีใบเป็นใบประกอบเล็กๆ ลักษณะเหมือนใบกระถินมีกลิ่นฉุนทุกส่วนของต้น
ปลายใบเล็กแหลมสามารถหุบลงได้ในตอนเย็นเมื่อแดดออกจะมีการกางใบออกเพื่อรับแสงแดด
ใบอ่อนนิยมนำมารับประทานดอกชะอมจะออกตามซอกใบมีสีขาวหรือเหลืองนวล
ปลูกขึ้นได้โดยวิธีปักชำ ตอนกิ่ง ทนทานกับสภาพแวดล้อมได้ดี
เป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้
ซึ่งตามบรบทของสังคมไทย ชะอมจัดเป็นพืชสวนครัวที่สามารถปลูกเป็นแนวกั้น
มียอดอ่อนให้ตัดกินได้ทุกฤดูกาล เป็นรั้วธรรมชาติที่กินได้และยังเป็นพืชปลอดสารพิษที่หากินได้ง่าย ราคาไม่แพง
ถึงแม้จะมีกลิ่นค่อนข้างแรง แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาเพราะมีคุณค่าทางอาหารสูง
นอกจากนี้ ชะอมยังเอามาประกอบเมนูอาหารได้อย่างหลากหลาย อร่อย
แถมยังมีสรรพคุณทางยาอีกด้วย เพราะใน ใบชะอม 100 กรัม
ประกอบด้วย พลังงาน 57 กิโลแคลอรี่, เส้นใยอาหาร 5.7 กรัม,
ฟอสฟอรัส 80 กรัม, แคลเซียม 58 กรัม, ธาตุเหล็ก 4.1 มิลลิกรัม,
วิตามินเอ 10066 IU (หน่วยสากล), วิตามินบี1 0.05 มิลลิกรัม,
วิตามินบี2 0.25 มิลลิกรัม, วิตามินบี 31.5 มิลลิกรัม และ วิตามินบี58 มิลลิกรัม
นั่นทำให้ ชะอม มีสรรพคุณในการบำรุงสายตาเพราะชะอมอุดมไปด้วยวิตามินเอ
ช่วยต่อสู้กับอนุมูลอิสระในร่างกายได้เป็นอย่างดี
แถมยังมีใยอาหารสูง จึงช่วยระบายท้อง แก้อาการท้องผูกทำให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น
ขณะเดียวกัน ชะอม ยังลดความร้อนในร่างกายด้วยการนำยอดอ่อนมารับประทาน
ส่วนนี้เป็นส่วนที่นิยมรับประทานกันมากที่สุด
และยังช่วยขับลมในกระเพาะอาหาร ช่วยลดลมในกระเพาะทำให้คลายจากอาการท้องอืดท้องเฟ้อได้
เท่านั้นไม่พอ ชะอม ยังบำรุงเส้นเอ็นป้องกันไม่ให้เส้นเอ็นเสื่อมได้ง่ายๆ
และยังช่วยให้เส้นเอ็นแข็งแรงอีกด้วย พร้อมทั้ง แคลเซียมสูง
เป็นผลดีกับผู้หญิงวัยทองที่กำลังจะเข้าสู่ภาวะกระดูกพรุน
เพราะอุดมไปด้วยแคลเซียมที่เป็นผลดีกับกระดูกและฟัน
อีกทั้ง ชะอม ยังช่วยรักษาการอักเสบ เช่น อาการอักเสบที่ลิ้น
และลดอาการผื่นแดง มีฟอสฟอรัสสูง ช่วยให้วิตามินต่างๆ
ทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพเต็มที่ และอุดมไปด้วยธาตุเหล็กช่วยในการบำรุงเลือด
ช่วยให้ระบบการหมุนเวียนไปหล่อเลี้ยงร่างกายได้ดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าใครก็ได้จะบริโภคชะอม
โดยเฉพาะผู้ที่ให้นมบุตร จะทำให้น้ำนมลดน้อยจนถึงแห้ง
เช่นเดียวกับคนที่เป็นเกาต์ จะยิ่งปวดกระดูกเพิ่มขึ้น
เพราะมีสารพิวลีนสูง เมื่อเป็นกรดยูลิกจะทำให้โรคเกาต์แย่ลงนั่นเอง…

Read More

เตรียมตัวให้ดีของเหล่าเฮลธ์ตี้เมื่อเจออากาศร้อน

ฝนตก อากาศร้อนชื้น สภาพอากาศแปรปรวน สายเฮลธ์ตี้อย่างเราเรื่องการออกกำลังกายยังไงก็ต้องมาก่อน
แล้วต้องเตรียมตัวอย่างไรเมื่อต้องออกกำลังกายในอากาศที่ร้อนชื้น
เชื่อหรือไม่ว่า การออกกำลังกายในสภาพอากาศที่ร้อนและอบอ้าวของเมืองไทยก็มีประโยชน์
เพราะช่วยเพิ่มพลาสมาในเลือดและปริมาตรเลือดส่งออกจากหัวใจ
รวมไปถึงทำให้ปริมาณออกซิเจนที่ร่างกายสามารถรับและนำไปใช้ได้เพิ่มสูงขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม
การออกกำลังกายในอากาศที่ร้อนและอบอ้าวอาจมีความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการที่ร่างกายทำงานหนักเกินไป
โดยเรามีวิธีการเตรียมพร้อมร่างกายก่อนออกไปต่อสู้กับการออกกำลังกายในสภาพอากาศร้อนและชื้นแบบเมืองกรุง

– น้ำดื่ม
ด้วยอากาศที่ร้อน อบอ้าวของบ้านเรา ก็ทำให้เราสูญเสียน้ำจากร่างกายมาก ไม่ว่าจะเป็นเหงื่อ หรือปัสสาวะ
ฉะนั้นควรดื่มน้ำอย่างน้อย 8 แก้วต่อวัน แต่สำหรับอากาศร้อนชื้นในช่วงนี้ร่างกายอาจต้องการน้ำถึง 3 ลิตร (12 แก้ว) ต่อวัน
สำหรับคนเฮลธ์ตี้แบบเราๆ ก่อนออกกำลังกายก็ให้ดื่มน้ำ 1-2 แก้ว ก่อนไปออกกำลังกายสัก 1 ชั่วโมง
หรือระหว่างการออกกำลังกายก็ให้พักดื่มน้ำทุก 10-15 นาที ให้ดื่ม ครึ่งแก้ว
และหลังออกกำลังกายสักครึ่งชั่วโมงก็ให้ดื่มน้ำ ประมาณ 2-3 แก้ว เพื่อให้ร่างการชดเชยการสูญเสียน้ำในร่างกาย

– ช่วงเวลาการออกกำลังกาย
แดดเปรี้ยงๆ นี่ต้องหลีกเลี่ยงเลย คือช่วงเวลาประมาณ 10 โมงเช้าถึงบ่ายสองโมง
นอกจากนี้แล้วก็ควรลดเลเวลการออกกำลังกายของเราด้วย จากที่เคยหนักๆ ก็เบาลงหน่อย ควรพักประมาณ 10 นาที
ถ้ารู้สึกว่าออกกำลังกายนานเกินไป หรือมากกว่า 45 นาทีแล้ว

– เสื้อผ้า
เลือกเสื้อผ้าให้เหมาะสม เลือกสวมเสื้อผ้าที่ระบายเหงื่อและความร้อนได้ดี
เพราะการใส่เสื้อผ้าที่ถูกต้องไม่เพียงแต่จะช่วยให้ดูดีเท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพระหว่างออกกำลังกาย
ป้องกันการบาดเจ็บ และควบคุมอุณหภูมิในร่างกาย

– ผิวต้องดูแล

ต้องเลือกสถานที่ออกกำลังกายให้มีอากาศถ่ายเท พกแว่นกันแดดไปด้วยเพื่อป้องกันแสงแดดที่จะกระทบต่อดวงตาเรา
การใช้ครีมกันแดดหรือโลชั่นก็จำเป็น เพื่อป้องกันผิวไหม้จากแสงแดด และลดอัตราเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งผิวหนัง
นอกจากนี้แล้วก็อาจใช้ผ้าเย็นเช็ดหน้า เช็ดตัว เพื่อเป็นการระบายความร้อนออกจากร่างกาย
ยิ่งสภาพอากาศที่ร้อนชื้นแบบนี้แล้ว สำหรับคนที่ออกกำลังกายยังไงก็ต้องดูแลตัวเองเป็นพิเศษหน่อย อย่าหักโหมจนเกินไป
ถ้าอะไรที่มันเสี่ยงและเกิดผลกระทบเลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยง อากาศร้อนออกกำลังกายในบ้านเบาๆ คาดิโอ
หรือเวทเทรนนิ่งก็เป็นอีกตัวเลือกสำหรับคนที่ชอบออกกำลังกายได้เหมือนกัน
เพียงเท่านี้ก็สามารถออกกำลังกายในหน้าร้อนได้แบบชิวๆ แล้ว…

Read More

การดูแลผิว

หากคุณต้องการที่ผลัดเซลล์ผิว ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยน เช่น สครับน้ำตาลทราย เป็นต้น
ส่วนผู้ที่มีปัญหาเรื่องสิว การใช้สารเคมีผลัดเซลล์ผิวที่อ่อนโยน อย่างเช่น กรดเบต้า-ไฮดรอกซี (BHA)
และกรดอัลฟ่า-ไฮดรอกซี (AHA) จะช่วยในการผลัดสิวเสี้ยน สิวที่อุดตันให้หลุดลอกออกได้ ส่วนผิวที่แห้งในวัยนี้
ถือว่าเป็นสิ่งที่ผิดปกติ   เนื่องจากในช่วงวัย 20
ระดับฮอร์โมนเพศจะสูงกว่าวัยอื่นและต่อมไขมันก็มีการตอบสนองต่อระดับฮอร์โมน ที่สูงมาก
ทำให้มีการผลิตไขมันที่ผิวสูง ซึ่งถือว่า เป็นภาวะปกติในวัยนี้   สภาพผิวที่แห้งในวัยนี้
จึงไม่ต้องเน้นการใช้มอยเจอร์ไรเซอร์บ่อยมากนัก ควรใช้ให้พอประมาณ สำหรับผู้ที่มีผิวมัน
คุณก็ไม่จำเป็นต้องใช้มอยเจอร์ไรเซอร์ แต่ถ้าเกิดมีผิวแห้งบ้างเป็นครั้งคราว
ควรเลือกใช้มอยเจอร์ไรเซอร์ที่ปราศจากน้ำมันและมีไขมันในปริมาณต่ำ   ในทางกลับกัน
ถ้าผิวของคุณผลิตน้ำมันออกมามากเกินไป คุณก็เลิกคิดที่จะใช้มอยเจอร์ไรเซอร์ในช่วงวัยนี้ได้เลย
และคุณอาจจะเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยลดความมันของผิวได้
และคุณควรหลีกเลี่ยงการขจัดน้ำมันที่ผลิตจากผิวมากเกินตามธรรมชาติ
ด้วยการหลีกเลี่ยงสบู่ที่มีฤทธิ์การชำระล้างที่รุนแรง  โทนเนอร์ที่มีส่วนประกอบของแอลกอฮอล์ และ
สารที่ก่อให้เกิดผิวแห้ง ช่วงวัย 20 ยังคงประสบปัญหาในเรื่องของสิว ซึ่งผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่เหมาะสม
ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากน้ำมันหรือมีน้ำมันต่ำ และไม่ก่อให้เกิดสิวอุดตัน   ในกรณีที่ใช้แล้วยังคงเกิดสิว
ก็คงต้องจริงจังกับการรักษาสิวได้แล้ว
เคล็ดลับผิวนุ่มน่าถนอม
-ดื่มน้ำให้มาก ๆ ในแต่ละวันคุณควรดื่มน้ำให้ได้วันละ 6-8 แก้ว โดยให้ดื่มเรื่อย ๆ ตลอดทั้งวัน
น้ำที่ดื่มควรเป็นน้ำสะอาด
-ออกกำลังกาย การออกกำลังกายจะทำให้เกิดการขับเหงื่อ
และในขณะเดียวกันยังช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นของผิวหนังเอาไว้ได้จากการกระ ตุ้นต่อมผลิตไขมัน
การออกกำลังกายจึงช่วยรักษาสุขภาพผิวและคงความชุ่มชื้นของผิวหนัง นอกจากนี้
ยังช่วยให้การหมุนเวียนของเลือดเพิ่มขึ้นอีกด้วย
-ใช้ครีมบำรุงผิวเป็นประจำ หากเป็นผิวกายก็ควรจะต้องบำรุงอย่างต่อเนื่องจึงจะเรียบเนียนเห็นผลแบบ ผิวหน้า
โดยควรทาหลังอาบน้ำเช้าและก่อนนอน นี่คือวิธีที่จะช่วยรักษาความชุ่มชื้นให้แก่ผิวเป็นอย่างดี
-สครับผิวเพื่อเผยผิวใหม่ เป็นการขจัดเซลล์ที่ตายแล้วให้ออกไปจากผิวของเรา
โดยการใช้สครับที่เหมาะกับสภาพผิวอาจเลือกใช้สครับสำเร็จรูปแบบที่ขายทั่วไป อาจใช้ใยบวบขัดเบาๆ
ขณะอาบน้ำก็ได้ หรือจะใช้จากวัตถุดิบจากธรรมชาติ เช่น มะขามเปียก หรือมะนาวผสมกับเกลือทะเล…

Read More

โรคในผู้หญิงที่พบได้บ่อย

โรคในผู้หญิงที่พบได้บ่อยนั้นไม่ใช่เพียงแค่มะเร้งเต้านม หรือมะเร็งปากมดลูก แต่โรงอื่นๆก็ยังคร่าชีวิตของคุณผู้หญิงทั่วโลก
เพราะไลฟ์สไตล์ของแต่ละคนอาจจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรค
บทความนี้จึงจะมาแนะนำให้รู้จักกับโรคร้ายต่างๆที่ผู้หญิงควรระวังไว้

1.โรคหัวใจ และหลอดเลือด
เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของผู้หญิงทั่วโลก และจากสถิติพบว่า
อัตราการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดในผู้หญิงเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ต่างกับผู้ชายที่ลดลง
ซึ่งอาจเป็นเพราะผู้หญิงเข้ารับการตรวจสุขภาพน้อยกว่าผู้ชาย
และการตรวจวินิจฉัยโรคหลอดเลือดหัวใจในผู้หญิงก็ให้ผลการตรวจได้ไม่ชัดเจน เท่ากับผู้ชาย

2.โรคหลอดเลือดสมอง คือโรคร้ายที่เป็นสาเหตุการตายอันดับ 1
โดยผู้หญิงมีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดสมอง มากกว่ามะเร็งเต้านมถึง 2 เท่า
แต่ผู้หญิงส่วนใหญ่ไม่รู้จักอาการของโรคนี้ และไม่เชื่อว่า โรคหลอดเลือดสมองเกิดขึ้นได้กับผู้หญิงทุกช่วงอายุ
สำหรับโรคหลอดเลือดสมองนั้น ประกอบไปด้วย 3 โรคหลัก ๆ คือ เส้นเลือดสมองตีบ เส้นเลือดสมองแตก
และเส้นเลือดสมองอุดตัน โดยจะพบผู้ป่วยเส้นเลือดสมองตีบมากที่สุด ทั้งนี้ ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้น
หากในครอบครัวมีประวัติเคยเป็นโรคหลอดเลือดสมอง ไขมันในเลือดสูง หรือเป็นโรคหัวใจ เพราะฉะนั้น
หากใครมีอาการปวดหัวอย่างรุนแรง แขนขาอ่อนแรง ปากเบี้ยว ตามัว อย่านิ่งนอนใจ ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที

3.มะเร็งอวัยวะสืบพันธ์ นับ ได้ว่าเป็นโรคมะเร็งอันดับต้นๆ ที่เป็นภัยร้ายคร่าชีวิตผู้หญิงไทยไปอย่างต่อเนื่อง
ถึงแม้ภัยดังกล่าวจะมีอัตราลดลงบ้าง เนื่องจากผู้หญิงมีความตื่นตัวและใส่ใจกับโรคทางนรีเวชมากขึ้น
แต่ก็ยังเป็นสิ่งที่ทุกคนควรให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง เพราะมะเร็งอวัยวะสืบพันธุ์ของผู้หญิงเกิดได้หลายส่วน
มะเร็งปากมดลูกพบมากที่สุด มะเร็งรังไข่พบมากเป็นอันดับสอง

4.ภาวะสมองเสื่อม อีกหนึ่งโรคร้ายแรง ที่เป็นภัยเงียบใกล้ตัวคุณ โรคนี้สามารถที่เกิดขึ้นได้ง่ายๆ
จากความสามารถในการทำงานของสมองของคุณถดถอยลง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความจำ ความเข้าใจ การใช้เหตุผล
ซึ่งภาวะสมองเสื่อมนี้ เป็นอาการแสดงของหลายๆ โรค ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วจะมีสาเหตุมาจากโรคอัลไซเมอร์
และเป็นโรคที่พบได้บ่อยในผู้หญิงสูงอายุ โดยพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย
ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะภาวะขาดฮอร์โมนเพศในวัยหมดประจำเดือน

5.มะเร็งปอด โรคนี้ สามารถคร่าชีวิตของผู้หญิง โดยพบว่า มะเร็งปอดเป็นโรคมะเร็งลำดับที่ 5
ที่ผู้หญิงทั่วโลกต้องเผชิญ ซึ่งสาเหตุเป็นเพราะในช่วงเวลาที่ผ่านมา ผู้หญิงทั่วโลกสูบบุหรี่เพิ่มมากขึ้น
และผู้หญิงยังไวต่อสารการก่อให้เกิดมะเร็งมากกว่าผู้ชาย…

Read More

ใครว่าการดื่มกาแฟไม่มีประโยชน์

นักดื่มกาแฟทุกคนคงจะรู้อยู่แล้วว่ารสชาติและความสุนทรีย์ของการค่อยๆ ละเลียดดื่มกาแฟหอมๆ
นั้นมันสุดยอดแค่ไหน ซึ่งนอกจากความสุขที่เราได้รับแล้ว มันยังมีประโยชน์กับร่างกายเราอีกด้วย
เริ่มแรกเลยก็คือการที่ช่วยให้สมองของเราตื่นตัว ทราบกันดีอยู่แล้วว่ากาเฟอีนในกาแฟนั้นจะช่วยให้เราสดชื่นขึ้น
สมองของเราจะปลอดโปร่งไปหลายชั่วโมง หลังจากที่ดื่มกาแฟหนึ่งแก้ว มันยังส่งผลดีต่อการทำงานของเราอีกด้วย
เพราะเมื่อเรารู้สึกแอคทีฟ มีความกระปรี้กระเปร่าเต็มที่ งานที่ออกมาก็จะดีขึ้น
อีกทั้งคนรอบข้างก็จะสดใสตามเราไปด้วย
สำหรับผู้ที่อดหลับอดนอนและมีความจำเป็นที่จะต้องให้ร่างกายตื่นตัว พร้อมสำหรับการใช้ชีวิตในวันถัดไป
การดื่มกาแฟก็เป็นทางเลือกที่ดี มันช่วยผ่อนคลายร่างกายจากความอ่อนล้าที่ต้องอดหลับอดนอน
แม้ว่าสุดท้ายแล้วการนอนหลับให้เพียงพอจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด แต่กาแฟก็เป็นตัวช่วยในกรณีฉุกเฉินได้เหมือนกัน
นอกจากนั้นแล้ว จากการวิจัยยังบ่งบอกว่ากาแฟมีผลช่วยป้องกันหรือว่าช่วยชะลอการเกิดโรคอย่างพาร์กินสันด้วย
โดยผู้ที่ได้รับกาเฟอีนอยู่เป็นประจำในปริมาณที่พอเหมาะะมีอัตราความเสี่ยงโรคพาร์กินสันน้อยลง
ซึ่งส่งผลต่อทั้งเพศชายและเพศหญิงเลยด้วย
กาแฟยังช่วยป้องกันโรคอื่นๆ ได้อีกด้วย อย่างเช่นโรคนิ่วในถุงน้ำดี รวมถึงยังป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่,
ป้องกันมะเร็งลำไส้ตรง และป้องกันโรคเบาหวาน ทั้งหมดนี้อาจจะไม่ได้ป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นแน่นอนแบบ 100
เปอร์เซ็นต์ แต่จากการวิจัยแล้วก็พบว่าการดื่มกาแฟเป็นประจำจะช่วยลดโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคเหล่านี้
อย่างไรก็ตาม การดื่มกาแฟก็มีข้อที่ควรระวังด้วยเช่นกัน
สำหรับผู้หญิงที่ตั้งครรภ์นั้นควรระวังไม่ให้ได้รับกาเฟอีนเกินกว่า 200 มิลลิกรัมต่อวัน
หรือถ้าจะนำไปเปรียบเทียบกับกาแฟสำเร็จรูปแล้วก็เท่ากับว่าไม่ควรดื่มเกินวันละ 2 แก้วนั่นเอง
สำหรับเด็กที่ยังโตไม่เต็มที่ การดื่มกาแฟอาจจะไม่ได้มีปัญหาอะไรร้ายแรง
แต่ผลข้างเคียงที่ได้รับจากการดื่มที่มากเกินไป อาจจะส่งผลรุนแรงกว่าที่เกิดขึ้นกับผู้ใหญ่ได้
ดังนั้นเลี่ยงเอาไว้ก่อนจะเป็นเรื่องดีที่สุด โดยรวมแล้วไม่ควรดื่มกาแฟเกินวันละ 2 แก้วจะเป็นเรื่องที่ดีที่สุด
เพราะถ้ายิ่งดื่มเยอะ ร่างกายของเราก็อาจจะโหยหากาเฟอีนจนติดเป็นนิสัย และจะส่งผลเสียต่อร่างกายในระยะยาว
ทั้งหมดนี้ก็คือประโยชน์ของกาแฟที่ถือว่าเป็นข่าวดีสำหรับผู้ที่ชอบดื่ม อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างมีความพอดีของมัน
ดื่มให้พอเหมาะ แล้วทุกอย่างจะดีกับตัวเราเอง…

Read More

สุขภาพที่ดี ควรดื่มน้ำอย่างไร

1. ผัก ผลไม้
กินผัก ผลไม้ให้มาก เพราะอุดมด้วยวิตามิน เกลือแร่
และมีส่วนประกอบของน้ำมากกว่าร้อยละ 90 (ผักมีส่วนประกอบของน้ำร้อยละ 95
ผลไม้มีส่วนประกอบของน้ำร้อยละ 90) ดังนั้น กินผักผลไม้ 500 กรัม เท่ากับดื่มน้ำ
400 ซีซี
2. ผสมเกลือแร่เล็กน้อย
หากคุณสูญเสียน้ำในร่างกายออกไปมาก แล้วรู้สึกกระหาย
ควรใช้เกลือแร่ผสมน้ำเล็กน้อย เพื่อดื่มให้ดับกระหาย
แต่ไม่ควรดื่มมากเกินไปเช่นกัน
3. ดื่มน้ำ 2-3 ลิตร/วัน
ปริมาณน้ำที่ต้องดื่มต่อวันคือ 2-3 ลิตร จึงจะมีปริมาณพอเพียงต่อร่างกาย
หากอากาศร้อนจัด ปริมาณน้ำที่ดื่มต้องเพิ่มจำนวนขึ้น สำหรับผู้อายุ
กลไกการกระหายน้ำจะเสื่อมลง เพราะฉะนั้นต้องหมั่นดื่มน้ำให้เพียงพอ
4. ไม่ควรดื่มเบียร์ หรือน้ำแข็ง
เพราะจะเป็นอันตรายต่อระบบการย่อยอาหารในระยะยาว
ร่างกายจะอ่อนแอ มีความเย็นในร่างกาย และของเสียตกค้าง
พลังของร่างกายจะอ่อนแอ
5. ห้ามปล่อยให้ร่างกายกระหายน้ำ แล้วค่อยดื่ม
หากเราปล่อยให้กระหายน้ำเต็มที่ แล้วค่อยมาดื่ม
ร่างกายจะเข้าสู่ภาวะขาดน้ำ จนทำให้มีของเสีย สารพิษตกค้างอยู่มาก
ไม่สามารถระบายหรือขับถ่ายได้ ส่งผลให้ร่างกายอ่อนแอ
ของเสียในร่างกายก็จะตกค้างสะสม
6. ระวังเครื่องดื่มดับกระหาย
หากดื่มเครื่องดื่มดับกระหายบ่อยครั้ง
จะยิ่งทำให้ส่งผลเสียต่อร่างกายในระยะยาว ยิ่งดื่มยิ่งกระหาย
หากเป็นเครื่องดื่มที่มีปริมาณไขมันและแคลอรี่สูง อาจทำให้เป็นโรคเบาหวาน
หรือไขมันในเลือดสูง หรือเกิดพิษสะสมในร่างกาย
7. ดื่มน้ำมากก็เป็นโทษ
การดื่มครั้งเดียวปริมาณมากๆ ตอนตื่นนอน เพื่อขับล้างของเสียในร่างกาย
ร่างกายคนเราเมื่อขาดน้ำ ปัสสาวะจะน้อย เมื่อน้ำเกินปัสสาวะจะมาก
โดยอาศัยการทำงานของไตเป็นตัวควบคุม คนปกติที่ไม่ขาดน้ำ
ถ้าได้รับน้ำปริมาณมาก จะทำให้ไตทำงานหนักขึ้น ส่งผลให้เลือดเจือจาง
แรงดันในการดูดซึมของสารอาหารสู่เซลล์น้อยลง ปริมาณน้ำในเซลล์มากขึ้น
ทำให้เซลล์บวมน้ำ เกิดพิษต่อเซลล์ มีอาการเวียนศีรษะ ปวดศีรษะ คลื่นไส้
อาเจียน แน่นท้อง ถ้าเซลล์บวมน้ำมากขึ้นจะมีอาการง่วงนอน กระตุก มองไม่ชัด
หัวใจเต้นช้า หายใจช้า เป็นลม เป็นต้น ดังนั้นการดื่มน้ำจึงต้องพอเหมาะ
ไม่มากหรือน้อยเกินไป
8. ไม่ควรดื่มน้ำอย่างรวดเร็ว
การดื่มแบบนี้จะมีผลกระทบต่อการทำงานของหัวใจ
ทำให้หัวใจอ่อนแรงในระยะยาว เพราะปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้น
อย่างรวดเร็วทำให้ไตควบคุมการขับน้ำไม่ได้ทันทีทันใด
ก็จะมีปริมาณน้ำในหลอดเลือดมากแล้วก็ไปเพิ่มภาระการสูบฉีดของหัวใจ
9. หลังอาหารไม่ควรดื่มน้ำมาก
ไม่ควรดื่มน้ำเย็น หรือดื่มน้ำในปริมาณมากๆ หลังกินอาหาร
เพราะน้ำจะไปเจือจางความเข้มข้นของน้ำย่อย ทำให้การย่อยอาหารไม่ดี
เป็นโรคกระเพาะ…

Read More