การดูแลผิว

หากคุณต้องการที่ผลัดเซลล์ผิว ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยน เช่น สครับน้ำตาลทราย เป็นต้น    
ส่วนผู้ที่มีปัญหาเรื่องสิว การใช้สารเคมีผลัดเซลล์ผิวที่อ่อนโยน อย่างเช่น กรดเบต้า-ไฮดรอกซี (BHA)
และกรดอัลฟ่า-ไฮดรอกซี (AHA) จะช่วยในการผลัดสิวเสี้ยน สิวที่อุดตันให้หลุดลอกออกได้ ส่วนผิวที่แห้งในวัยนี้
ถือว่าเป็นสิ่งที่ผิดปกติ   เนื่องจากในช่วงวัย 20
ระดับฮอร์โมนเพศจะสูงกว่าวัยอื่นและต่อมไขมันก็มีการตอบสนองต่อระดับฮอร์โมน ที่สูงมาก
ทำให้มีการผลิตไขมันที่ผิวสูง ซึ่งถือว่า เป็นภาวะปกติในวัยนี้   สภาพผิวที่แห้งในวัยนี้
จึงไม่ต้องเน้นการใช้มอยเจอร์ไรเซอร์บ่อยมากนัก ควรใช้ให้พอประมาณ สำหรับผู้ที่มีผิวมัน
คุณก็ไม่จำเป็นต้องใช้มอยเจอร์ไรเซอร์ แต่ถ้าเกิดมีผิวแห้งบ้างเป็นครั้งคราว
ควรเลือกใช้มอยเจอร์ไรเซอร์ที่ปราศจากน้ำมันและมีไขมันในปริมาณต่ำ   ในทางกลับกัน
ถ้าผิวของคุณผลิตน้ำมันออกมามากเกินไป คุณก็เลิกคิดที่จะใช้มอยเจอร์ไรเซอร์ในช่วงวัยนี้ได้เลย
และคุณอาจจะเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยลดความมันของผิวได้ 
และคุณควรหลีกเลี่ยงการขจัดน้ำมันที่ผลิตจากผิวมากเกินตามธรรมชาติ
ด้วยการหลีกเลี่ยงสบู่ที่มีฤทธิ์การชำระล้างที่รุนแรง  โทนเนอร์ที่มีส่วนประกอบของแอลกอฮอล์ และ
สารที่ก่อให้เกิดผิวแห้ง ช่วงวัย 20 ยังคงประสบปัญหาในเรื่องของสิว ซึ่งผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่เหมาะสม
ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากน้ำมันหรือมีน้ำมันต่ำ และไม่ก่อให้เกิดสิวอุดตัน   ในกรณีที่ใช้แล้วยังคงเกิดสิว
ก็คงต้องจริงจังกับการรักษาสิวได้แล้ว
เคล็ดลับผิวนุ่มน่าถนอม
-ดื่มน้ำให้มาก ๆ ในแต่ละวันคุณควรดื่มน้ำให้ได้วันละ 6-8 แก้ว โดยให้ดื่มเรื่อย ๆ ตลอดทั้งวัน
น้ำที่ดื่มควรเป็นน้ำสะอาด
-ออกกำลังกาย การออกกำลังกายจะทำให้เกิดการขับเหงื่อ
และในขณะเดียวกันยังช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นของผิวหนังเอาไว้ได้จากการกระ ตุ้นต่อมผลิตไขมัน
การออกกำลังกายจึงช่วยรักษาสุขภาพผิวและคงความชุ่มชื้นของผิวหนัง นอกจากนี้
ยังช่วยให้การหมุนเวียนของเลือดเพิ่มขึ้นอีกด้วย
-ใช้ครีมบำรุงผิวเป็นประจำ หากเป็นผิวกายก็ควรจะต้องบำรุงอย่างต่อเนื่องจึงจะเรียบเนียนเห็นผลแบบ ผิวหน้า
โดยควรทาหลังอาบน้ำเช้าและก่อนนอน นี่คือวิธีที่จะช่วยรักษาความชุ่มชื้นให้แก่ผิวเป็นอย่างดี
-สครับผิวเพื่อเผยผิวใหม่ เป็นการขจัดเซลล์ที่ตายแล้วให้ออกไปจากผิวของเรา
โดยการใช้สครับที่เหมาะกับสภาพผิวอาจเลือกใช้สครับสำเร็จรูปแบบที่ขายทั่วไป อาจใช้ใยบวบขัดเบาๆ
ขณะอาบน้ำก็ได้ หรือจะใช้จากวัตถุดิบจากธรรมชาติ เช่น มะขามเปียก หรือมะนาวผสมกับเกลือทะเล…

Read More

ไม่อยากเป็นโรคเกาต์ เชิญมาทางนี้

กรดยูริกในเลือดที่สูง นอกจากจะเป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้เกิดโรคเกาต์,โรคนิ่ว
และโรคไตอักเสบแล้ว อาจมีผลต่อผู้ป่วยที่มีปัญหาหูอื้อ เสียงดังในหู
และบ้านหมุนได้ โดยจะทำให้เส้นเลือดหดตัว
เลือดไปเลี้ยงประสาทหูและอวัยวะทรงตัวได้น้อย
จึงทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับการได้ยินและการทรงตัวได้
กรดยูริกในร่างกาย เกิดจากการสร้างขึ้นในร่างกาย ประมาณร้อยละ 80
และมาจากอาหารที่รับประทานเข้าไป ร้อยละ 20
กรดยูริกนี้จะถูกขับออกจากร่างกายทางปัสสาวะ ประมาณร้อยละ 67
และทางอุจจาระประมาณร้อยละ 33 การที่มีกรดยูริกในเลือดสูง
เกิดจากร่างกายมีการสร้างกรดยูริกมากกว่าปกติ หรือรับประทานอาหารที่มีสาร
“พิวรีน”สูง ซึ่งสารนี้จะเปลี่ยนเป็นกรดยูริกในเลือด
ทำให้มีระดับกรดยูริกในเลือดสูงผิดปกติ
‘กรดยูริก’ คืออะไร ?
‘กรดยูริก’ เป็นสารที่เกิดขึ้นภายในร่างกายของเรา
โดยสามารถสร้างขึ้นได้เองถึง 80% ส่วนอีก 20%
นั้นจะนำเข้ามาจากการรับประทานอาหารที่ประกอบด้วยสารพิวรีน
ซึ่งสารพิวรีนจะสามารถพบได้ในอาหารจำพวกสัตว์ปีก เครื่องในสัตว์
พืชผักบางชนิด และอาหารทะเลบางอย่าง
ดังนั้นผู้ที่มีกรดยูริกในเลือดสูงผิดปกติ ควรงดอาหารที่มีสารพิวรีนสูง (ข้อ1)
และลดปริมาณอาหารที่มีสารพิวรีนปานกลาง (ข้อ 2)

       1.อาหารที่ควรงด(มีพิวรีนสูง) ได้แก่

  • เครื่องในสัตว์ เช่น ตับ,ตับอ่อน,ไส้,ม้าม,หัวใจ,สมอง,กึ๋น,เซ่งจี๊
  • น้ำเกรวี, กะปิ, ยีสต์
  • ปลาดุก, กุ้ง, หอย, ปลาอินทรีย์, ปลาไส้ตัน
  • ปลาซาร์ดีน, ไข่ปลา
  • ชะอม, กระถิน, เห็ด
  • ถั่วแดง, ถั่วเขียว, ถั่วเหลือง, ถั่วดำ
  • สัตว์ปีก เช่น เป็ด, ไก่, ห่าน
  • น้ำสกัดเนื้อ, ซุปก้อน
    2.อาหารที่ควรลด (มีพิวรีนปานกลาง) ได้แก่
  • เนื้อสัตว์ เช่น หมู, วัว
  • ปลาทุกชนิด(ยกเว้น ปลาดุก, ปลาอินทรีย์, ปลาไส้ตัน,
    ปลาซาร์ดีน)และอาหาร
    ทะเล เช่น ปลาหมึก, ปู
  • ถั่วลิสง, ถั่วลันเตา
  • ผักบางชนิด เช่น หน่อไม้, หน่อไม้ฝรั่ง, ดอกกะหล่ำ,
    ผักโขม,สะตอ,ใบขี้เหล็ก
  • ข้าวโอ๊ต
  • เบียร์ เหล้าชนิดต่าง ๆ เหล้าองุ่น
    ไวน์(ทำให้การขับถ่ายกรดยูริกทางปัสสาวะลดลง
    ระดับกรดยูริกในเลือดสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว)
    3.อาหารที่รับประทานได้ตามปกติ (มีพิวรีนน้อย) ได้แก่
  • ข้าวชนิดต่าง ๆ ยกเว้น ข้าวโอ๊ต
  • ถั่วงอก, คะน้า
  • ผลไม้ชนิดต่างๆ
  • ไข่
  • นมสด, เนย และเนยเทียม
  • ขนมปัง ขนมหวาน หรือน้ำตาล
  • ไขมันจากพืช และสัตว์

Read More

วิธีการเลิกเหล้าเพื่อให้สุขภาพแข็งเเรง

การดื่มเหล้านั้นมีโทษมากกว่าประโยนช์อย่างเเน่นอน
บางคนติดเหล้าหนักจนเสียการเสียงานเป็นเรื่องที่ไม่ดีอย่างเเน่นอน
เเละบางคนกินเยอะไปจนเกิดเป็นโรคทำให้ร่างกายอ่อนเเอ
เเละหากใครต้องการที่จะเลิกเเล้วเรามีวิธีการเลิกเหล้ามาบอกเพื่อเป็นการสร้างสุขภาพที่เเข็งเเรงต่อไป
อย่างเเรกเลยในการเลิกเหล้าคือความตั้งใจจริง การเลิกเหล้าไม่ใช่เรื่องยาก
ถ้ามีความตั้งใจความสำเร็จย่อมไม่ไกลเกินเอื้อม เราต้องหักกับมันให้ได้
เเละไม่กลับไปดื่มอีกต่อไปซึ่งต้องมองว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดีเราต้องเลิกให้ได้ตามที่ใจต้องการ
ประการต่อมาคือเราต้องตั้งเป้าว่าจะเลิกเหล้าเพื่อใคร เพราะเหตุใด เพื่อเป็นกำลังใจในการเลิก อย่างเช่น
เพื่อพ่อแม่ เพราะการดื่มเหล้าของเราทำให้พ่อแม่ไม่สบายใจเพื่อตัวเอง
จะได้มีสุขภาพดีแถมมีเงินเก็บมากขึ้น เเละเพื่อลูกและครอบครัวเพราะเหล้า
อาจจะเป็นต้นเหตุที่จะทำให้ทะเลาะกันทุกที ถ้าเลิกเหล้าก็คงทะเลาะกันน้อยลงครอบครัวจะได้มีความสุข
มีเวลาอยู่ด้วยกันมากขึ้น เราต้องมีเป้าหมายในการเลิกเเล้วเราจะสามารถเลิกได้เเน่
วิธีอีกอย่างคือหยุดทันที คนที่มีแนวคิดว่าเพียงแค่ดื่มเพื่อความสนุกสนานหรือต้องการเข้าสังคม
เมื่อตั้งใจที่จะเลิกเหล้า ก็ต้องพยายามหักห้ามใจ และหยุดดื่มทันที เราต้องคิดว่ามันไม่ดี
ดื่มเข้าไปเเล้วทำให้เสียสุขภาพเเละเป็นการทำลายตัวเองทั้งในสังคมเเละชีวิตประจำวันสำหรับคนที่ดื่มมากจนเกินไป
ลองปรับเปลี่ยนนิสัยการดื่มของเรา สำหรับคนที่เคยดื่มเหล้าเป็นประจำอาจเลิกทันทีได้ยาก
เราลองใช้วิธีดังต่อไปนี้ ซึ่งอาจช่วยให้ดื่มเหล้าน้อยลงได้ เช่น ดื่ม
เหล้าพร้อมกับการรับประทานอาหารไปด้วย หรือ
หมั่นดื่มน้ำเปล่าควบคู่ไปด้วยระหว่างการดื่มเหล้าก็สามารถทำได้ เปลี่ยนขนาดของแก้วของคุณ
จากแก้วใหญ่เป็นแก้วเล็กดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ต่ำกว่าทดแทนไปก่อนใน
ระยะแรกเราต้องค่อยๆสดสำหรับคนที่ยังไม่สามารถหักดิบกับมันได้
เราต้องหลีกเลี่ยงความเสี่ยงต่างๆ ความเสี่ยงในที่นี้คือ
สถานการณ์หรือสถานที่ตลอดจนปัจจัยแวดล้อมที่ทำให้เราดื่มเหล้าได้ง่ายขึ้นสำหรับเรา ได้แก่
ช่วงเวลาหลังเลิกงาน วันเงินเดือนออก วาระหรือโอกาสพิเศษต่างๆ หรือว่า การไปเที่ยวผับหรือร้านอาหาร
สถานบันเทิง หากมีใครชักช่วยเราก็ต้องบอกปัดไปบ้างเพื่อเป็นการที่เราจะไม่หันไปดื่มอีก
หาเวลาว่างทำกิจกรรมอื่นที่สร้างสรรค์แทนการดื่มสังสรรค์ ทำกิจกรรมเพื่อสุขภาพหลังเลิกงาน เช่น
การออกกำลังกาย เล่นกีฬาฉลองวาระพิเศษต่างๆ ด้วยแนวปฏิบัติแบบใหม่ เช่น
ไปทำบุญแทนการดื่มเมื่อรู้สึกเหงาหากิจกรรมสร้างสรรค์ทำ อาทิ อ่านหนังสือ ฟังเพลง ชมภาพยนตร์
ตลอดจน เล่นกีฬา ฯลฯ
สุดท้ายคือการหาที่พึ่งทางใจรวมถึงหากำลังใจ เช่น พ่อแม่ คนรัก ลูก หรือเพื่อนสนิท
ที่สามารถปรึกษาหารือให้คำแนะนำดีๆได้ เเละพร้อมให้ความช่วยเหลือเมื่อเราต้องการ
หรือว่าไปถามคนที่เลิกเหล้าสำเร็จ
ก่อนจะพบกับความสวยงามของชีวิตย่อมช่วยสร้างกำลังใจให้กับเราได้มากอย่างที
เเละนี้คือวิธีการที่จะทำให้คุณเลิกเหล้าอย่างเเน่นอน…

Read More

หายใจลำบาก เสี่ยงโรคนี้

โรคปอดอุดกั้นเรื้อรังคืออะไร
โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง คือกลุ่มลักษณะของความผิดปกติของปอด 
โรคถุงลมโป่งพอง และหลอดลมอักเสบเรื้อรัง
ผู้ป่วยจำนวนมากนั้นมีทั้งสองอาการนี้พร้อมๆกัน ดังนั้น จึงเรียกโดยรวมว่าโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง
โรคปอดอุดกั้นเรื้อรังเป็นโรคที่มีการพัฒนา หมายถึง อาการของโรคจะแย่ลงเมื่อเวลาผ่านไป 
และไม่สามารถฟื้นฟูให้กลับมาเป็นดังเดิมได้ 
แม้แต่การรักษาก็ยังไม่สามารถรักษาโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังให้หายขาด 
หรือหยุดโรคนี้ได้ แต่คุณสามารถชะลอการพัฒนาของโรคและพยายามป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นกับปอดของคุณได้


อาการทั่วไปของโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังมีดังนี้
หายใจหอบ แน่นและปวดหน้าอก ไอ มึนงง มีเสมหะในปอด รู้สึกเหนื่อยบ่อย 
ติดเชื้อที่ระบบทางเดินหายใจ ไอมีเสลด น้ำหนักลด หายใจมีเสียงหวีด 
ถุงลมโป่งพองและหลอดลมอักเสบเรื้อรัง ถุงลมโป่งพองนั้นทำลายผนังที่อยู่ในถุงลมในปอด 
เมื่อถุงลมใหญ่เกินไป ก็จะทำให้ผนังมีรอยแตกร้าว 
ซึ่งส่งผลกระทบกับกระบวนการในการแลกเปลี่ยนแก๊ส ด้วยถุงลมที่เสียหายและลดลง
คุณจะเหนื่อยและหายใจหอบเร็วขึ้น หลอดลมอักเสบและระคายเคืองด้านในของหลอดลม 
เมื่อเวลาผ่านไป อาการหลอดลมอักเสบเรื้อรังจะทำให้ด้านในหลอดลมหนาขึ้น 
และไม่ยืดหยุ่น เสมหะส่วนเกินจะกลายเป็นปัญหา

การวัดระดับของโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง
หมออาจจะใช้ระบบที่เรียกว่า มาตรวัดความรู้สึกเหนื่อย 
มาตรวัดอื่นๆได้แก่ ค่าดัชนีพื้นฐานการหายใจลำบาก 
และก็แผนภูมิการใช้ออกซิเจน จากงานวิจัยในวารสาร Annals of Thoracic Medicine 
มาตรวัดนั้นจะเกี่ยวข้องแค่ระดับปานกลาง มาตรวัดความรู้สึก 
ในงานวิจัยชิ้นเดียวกันนี้ แม้ว่านักวิจัยจะให้ข้อมูลไว้ว่า 
มาตรวัดความรู้สึกเหนื่อยเป็นมาตรวัดที่พบได้มากที่สุด 
แพทย์จะใช้คำตอบของคุณเพื่อบ่งชี้การรักษา คาดเดาความอยู่รอด 
ใช้ร่วมกับการตรวจสมรรถภาพปอดเอฟอีวี 1 ก็จะสามารถวินิจฉัยระดับของความผิดปกติได้ 
เราป้องกันโรคนี้ด้วยการ ออกกำลังกาย ฝึกฝนวิธีการหายใจที่เหมาะสม 
กำจัดพฤติกรรมที่ไม่ดี เช่น การสูบบุหรี่ การรับอากาศที่ดี…

Read More

5 โรคร้ายที่วัยคุณพ่อมีความเสี่ยงที่จะเป็น

ผู้ชายที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป ฮอร์โมนเพศจะค่อยๆลดลง
ทำให้ร่างกายเกิดอาการผิดปกติ ถึงแม้ว่าข้างนอกจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงก็ตาม
หากไม่เชื่อคุณก็ลองกลับไปสังเกตุสุขภาพโดยรวมของคุณพ่อได้
ดังนั้นวันนี้เราจึงได้รวบรวม 5 โรคร้ายที่วัยคุณพ่อมีความเสี่ยงที่จะเป็นมาฝากกัน

1. โรคเบาหวาน อาการเบื้องต้น คือ เหนื่อยง่ายผิดปกติ
แน่นหน้าอก ปวดกระดูก ใจสั่น ตาเป็นต้อ และก็น้ำหนักลดผิดปกติ
ซึ่งถ้าหากไม่เป็นโรคเบาหวานก็อาจจะเป็นโรคความดันโลหิตสูงหรือโรคอ้วนได้

2. โรคความดันเลือดสูง อาการพื้นฐาน คือ มีลักษณะอาการปวดหัวบ่อยๆตามัว
รวมทั้งหน้ามืดเป็นประจำ โรคความดันเลือดสูงเป็นโรคที่อันตรายอย่างยิ่ง
เพราะบางทีอาจส่งผลให้เกิดอาการที่เป็นอันตรายต่อชีวิตได้ เช่น เส้นเลือดฝอยในสมองแตก ฯลฯ

3. โรคหัวใจ และเส้นเลือดหัวใจตีบ หากคุณรู้สึกแน่นหน้าอก
เหมือนโดนอะไรบีบอย่างเฉียบพลัน เป็นไข้ ปวดบวมตามข้อ
และก็สมรรถภาพทางเพศลดลง ขอให้สันนิษฐานไว้ได้เลยว่าอาจจะเป็นโรคโรคหัวใจหรือโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ

4. โรคต่อมลูกหมากโต อาการเบื้องต้นของโรคนี้ คือ ปวดแสบขณะปัสสาวะ
ปัสสาวะกะปริดกะปรอย ปวดปัสสาวะบ่อย
หรือบางทีอาจจะปวดปัสสาวะแต่ว่าปัสสาวะไม่ออก หรือปัสสาวะไม่สุด

5. โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก อาการแรกเริ่มของโรคนี้จะมีลักษณะคล้ายๆ
กับโรคต่อมลูกหมากโต แต่อาการจะร้ายแรงกว่า
เนื่องจากเชื้อมะเร็งลุกลามไปจนถึงต่อมน้ำเหลืองแล้ว ทำให้อวัยวะต่างๆถูกทำลาย
โดยคุณสามารถหลีกเลี่ยงการเกิดโรคดังกล่าวได้
ด้วยการหลีกเลี่ยงการทานอาหารที่มีไขมันสูง ทานผักและผลไม้ให้มากขึ้น และไม่ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์

ดังนั้นวันพ่อปีนี้ก็ให้ของขวัญพ่อด้วยการพาไปตรวจสุขภาพร่างกายประจำปีกันเลยดีกว่า
เพราะว่าโรคบางโรคหากตรวจเจอได้เร็วก็สามารถรักษาหายได้ แล้วก็ที่สำคัญอย่าลืมบอกรักพ่อด้วยนะ…

Read More

ผิวสวยใสเป็นธรรมชาติด้วยการกิน 3 อย่างนี้ !

ผิวที่ดี คือ ผิวที่ดูสดใส มีน้ำมีนวล มีความชุ่มชื้นดูสุขภาพดีการมีผิวที่ดูสุขภาพดี
คงจะเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่คุณผู้หญิงหลายคนต้องการจะมี ไม่มีจะเป็นการบำรุงด้วยครีมที่ดีแพงๆ
หรือทานอาหารเสริมต่างๆแต่บางคนก็ไม่เห็นผลเท่าไร วันนี้เราขอเสนอ 3 สิ่ง
จากธรรมชาติที่ท่านแล้วผิวของสาวๆจะขาวใสอย่างเป็นธรรมชาติ จะมีอะไรบ้างเราไปดูพร้อมๆกันเลยจ้า

1. ชาขิง สำหรับใครที่ชอบดื่มชาบ่อยๆ พวกเราขอแนะนำอีกหนึ่งชา
นั้นก็คือชาขิง ที่มีสรรพคุณช่วยให้ผิวเปล่งปลัง ขับเหงื่อ
แล้วก็สิ่งสกปรกออกจากชั้นผิวหนังของคุณ ทำให้ชั้นผิวต่างๆ
ทำงานได้ดีขึ้นและทำให้ผิวใสช่วยในการผลัดเซลล์ผิว กระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่
ขัดล้างเซลล์ผิวเก่าออกไป สำหรับคนที่ไม่ชอบทานเผ็ด แนะนำให้เติมมะนาวหั่นสไลด์บางๆ
ลงไปในถ้วยน้ำขิงสัก 2-3 ชิ้น จะช่วยทำให้รสชาติดียิ่งขึ้น

2. แครอท เป็นผักที่มีคุณค่าทางโภชนาการอย่างมาก
อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระและวิตามินเอ
ที่จะช่วยบำรุงให้ผิวของคุณดูอ่อนเยาว์อยู่เสมอ
แถมยังช่วยล้างพิษในร่างกายที่เป็นต้นเหตุทำให้ผิวหมองได้อีก
แถมยับยั้งไม่ให้เกิดสิวใหม่ด้วยนะ

3. น้ำมะพร้าว ถือว่าเป็นความมหัศจรรย์ ช่วยแก้ร้อน ให้ความสดชื่น
รวมทั้งยังมีฮอร์โมนเอสโตรเจน ที่เป็นส่วนสำคัญต่อการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน
ที่จะทำให้ผิวกระชับ ยืดหยุ่น
ชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัยทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งและขาวนวลจากภายในสู่ภายนอก
อีกทั้งยังช่วยขับของเสียหรือสารพิษออกจากร่างกาย คล้ายกับการทำดีท็อกซ์…

Read More

แบบไหนที่เรียกว่า “โรคไม่ชอบรูปร่างหน้าตาตัวเอง”

โรคไม่ชอบรูปร่างหน้าตาตัวเอง เป็นลักษณะการป่วยทางจิตเวชที่บางคนเป็นแต่ไม่รู้ตัว
ความน่าเป็นห่วงของโรคนี้คือถ้าหากไม่ได้รับการดูแลและรักษาที่ถูก
อาจทำให้เป็นโรคอื่นร่วมได้โดยเฉพาะโรคซึมเศร้า ซึ่งอาจนำไปสู่การฆ่าตัวตายในที่สุด
ก็เลยถือเป็นโรคที่มีความอันตรายและควรได้รับการรักษาที่ถูกวิธี
ที่สำคัญที่สุดทุกคนควรจะรู้จักกับโรคนี้เพื่อสังเกตตนเองและคนที่อยู่รอบข้าง
ก่อนที่อาการป่วยจะมีความร้ายแรงนำไปสู่อันตรายในอนาคต

โรคไม่ชอบรูปร่างหน้าตาตนเองเป็นยังไง?
โรครังเกียจรูปร่างหน้าตาตัวเอง หรือที่เรียกว่า Body Dysmorphic Disorder
คือความรู้สึกที่ไม่พึงพอใจในรูปร่างและก็ใบหน้าของตนเองเกินปกติ จัดอยู่ในกลุ่มโรคย้ำคิดย้ำทำ
คือมีอาการคิดบ่อยๆไม่พอใจ เปรียบเทียบกับคนอื่น และก็ มีพฤติกรรมทำซ้ำ ได้แก่ ส่องกระจกบ่อยๆ
ถามคนอื่นๆบ่อยๆด้วยความกังวล เป็นเวลาต่อเนื่องยาวนาน (โดยเฉลี่ย 3-8 ชั่วโมงต่อวัน)
กระทั่งส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน หรือส่งผลต่อการเรียนและงานการ
รวมทั้งอาจพบว่ามีการกระทำเพื่อเปลี่ยนแปลงตนเองรวมถึงการผ่าตัดศัลยกรรมบ่อยครั้ง
แต่ถึงอย่างนั้นภาวะของการไม่ชอบรูปร่างหน้าตาของตนเองก็ไม่ได้จัดเป็นโรคหรืออาการป่วยเสมอ
ทั้งนี้ต้องพิจารณาตามความถี่ของอาการแสดง อย่างพฤติกรรมการสังเกตรูปร่างหน้าตาตัวเอง
หากเป็นบ่อยครั้ง โดยเฉลี่ย 3-8 ชั่วโมงต่อวัน จึงเข้าข่ายเป็นโรค
บางทีอาจส่องกระจกตลอดทั้งวันจนถึงไม่เป็นอันทำงานหรือเรียนหนังสือ
มีความคิดค้างคาใจที่อยากจะเปลี่ยนแปลงตนเองอยู่ตลอดเวลา
มีการผ่าตัดศัลยกรรมซ้ำซาก ไม่เคยรู้สึกพึงพอใจในตนเองจนเป็นปัญหาต่อการดำเนินชีวิต
แบบนี้นับว่าเป็นอาการป่วยที่ควรจะได้รับการดูแลและรักษา แต่ว่าถ้าเป็นการดูตัวเองธรรมดา
ดูกระจกธรรมดา ทำศัลยกรรมบ้างเล็กน้อยก็รู้สึกพึงพอใจแล้ว
แบบนั้นนับว่าเป็นเรื่องธรรมดา ไม่จัดเป็นโรคและไม่จำเป็นต้องรักษา…

Read More

ระบบเผาผลาญเสื่อม ลดเท่าไหร่ก็ไม่ผอม ใช่หรือไม่?

ในบางรายที่ลดหุ่นบางทีอาจเคยเผชิญปัญหาน้ำหนักไม่ลดลงเลย
ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย หรือการควบคุมของกิน
นับเป็นปัญหาต่อการลดน้ำหนักที่สำคัญ ที่เป็นเช่นนั้นอาจเป็นเพราะ
“ระบบเผาผลาญเสื่อม” ที่หลายคนไม่เคยรู้ เป็นปัญหาที่เกิดจากในร่างกาย
แล้วก็เป็นเหตุหนึ่งทำให้การลดน้ำหนักล้มเหลว
โดยระบบเผาผลาญเสื่อมก็มีสาเหตุหลายอย่างด้วยกัน ทั้งแบบที่สามารถรักษาได้และก็รักษาไม่ได้

ทำความเข้าใจเกี่ยวกับระบบเผาผลาญของร่างกาย
โดยทั่วไปร่างกายมนุษย์เรามีการเผาผลาญตลอดเวลา แม้ในระหว่างนอนนิ่งๆ
อยู่กับที่ ร่างกายก็ยังมีการเผาผลาญไปด้วย เรียกว่า “อัตราการเผาผลาญพื้นฐาน”
โดยแต่ละบุคคลจะมีอัตราการเผาผลาญพื้นฐานแตกต่างกันออกไป
แล้วก็เมื่อร่างกายมีการทำกิจกรรมต่างๆหรือมีการใช้แรง เช่น เดิน พูดคุย
ร่างกายก็จะมีอัตราการเผาผลาญที่มากขึ้น
นอกจากนี้ในเวลาที่ร่างกายทำการย่อยอาหารแล้วก็ดูดซึมก็มีการเผาผลาญเกิดขึ้นเช่นกัน

อัตราการเผาผลาญของร่างกาย สามารถวัดได้หรือไม่?
อัตราการเผาผลาญของร่างกาย สามารถวัดได้
แต่ว่าจะทำในคนที่มีแนวโน้มว่าอาจมีปัญหาในเรื่องของระบบเผาผลาญที่ผิดปกติเพียงแค่นั้น
หรือใช้ในคนไข้ที่มีโรคบางโรคที่ทำให้คำนวณอัตราการเผาผลาญได้ไม่แม่นยำ
หรือใช้ในงานวิจัย ซึ่งต้องผ่านการพิจารณาจากแพทย์เฉพาะทาง อย่างเช่น
ผู้ที่พยายามลดหุ่นแต่ไม่เป็นผลสำเร็จ หรือในผู้ป่วยวิกฤติ
มีอาการบาดเจ็บสาหัส เช่น แผลไฟไหม้ แผลน้ำร้อนลวกขั้นรุนแรง ฯลฯ
โดยก่อนการวัด คนไข้ต้องเตรียมตัวมาก่อนเหมือนกับการเตรียมตัวก่อนเจาะเลือด เช่น การงดน้ำ งดอาหาร ฯลฯ

ขั้นตอนการวัดคือให้คนไข้นอนนิ่งๆเป็นเวลา 30 นาทีเพื่อวัดอัตราการใช้ออกซิเจนของคนไข้
แล้วก็อัตราการสร้างคาร์บอนไดออกไซด์ว่าสามารถสร้างได้มากแค่ไหน
ซึ่งจะบอกได้ว่าร่างกายมีอัตราการเผาผลาญพื้นฐานที่เท่าไร หรือเผาผลาญพลังงานได้กี่แคลอรี่…

Read More

ของกินที่คนวัยทองควรจะทาน

เพศหญิงจะเริ่มเข้าสู่วัยทองในตอนที่หมดประจำเดือน
แล้วก็เมื่อเข้าสู่วัยทองจะมีลักษณะอารมณ์แปรปรวน รำคาญง่าย
นอนยาก ร้อนวูบวาบ เหงื่อไหลไคลย้อยมาในเวลากลางคืน
รวมทั้งที่สำคัญมีลักษณะอาการหลงลืมร่วมด้วย
ซึ่งต้นเหตุที่ทำให้มีการเกิดอาการดังกล่าวเป็นฮอร์โมนภายในร่างกายไม่สมดุล
เพราะรังไข่หยุดทำงาน ด้วยเหตุนั้นถ้าเกิดไม่อยากมีลักษณะอาการดังกล่าวมาก็ควรจะกินอาหารต่อไปนี้ เพื่อเสริมให้ฮอร์โมนสมดุล

1. อาหารที่มีวิตามินอี สารอาหารบางประเภทที่มีอยู่ในวิตามินอีสามารถช่วยบรรเทาอาการร้อนวูบวาบได้
ซึ่งของกินที่มีวิตามินอีไม่น้อยเลยทีเดียวเป็น น้ำมันตับปลา น้ำมันจากพืช
รวมทั้งผลไม้ที่ผ่านกระบวนการสกัดเย็น เช่น น้ำมันอะโวคาโด แตงโม โสม ฯลฯ

2. หลายๆคนน่าจะรู้อยู่แล้วว่าเมื่อเริ่มไปสู่วัยทองจะมีลักษณะอาการอารมณ์เสียง่าย
อารมณ์แปรปรวน ด้วยเหตุนั้นจึงควรจำเป็นต้องอาหารของกินจำพวก โสม กล้วย ไข่
ปลาแซลมอน ข้าวกล้อง แล้วก็อัลมอนด์ อยู่เป็นประจำ เพราะมีสารที่ช่วยทำให้สภาวะอารมณ์กลับมาคงเดิมได้

3. ฮอร์โมนเอสโตรเจนเป็นฮอร์โมนเพศหญิงที่ร่างกายทำขึ้นมาเองตามธรรมชาติ
ซึ่งเมื่อเข้าสู่วัยทองฮอร์โมนเอสโตรเจนจะเริ่มค่อยๆหมดไป
รวมทั้งเมื่อร่างกายมีฮอร์โมนเอสโตรเจนไม่พอก็จะมีผลให้เกิดอาการต่างๆ
ของคนวัยทอง ดังนั้นพวกเราก็เลยขอแนะนำให้ทานของกินอย่างเช่น
แครอท น้ำเต้าหู้ น้ำมะพร้าว ข้าวสาลี และก็ธัญพืช เพื่อปรับระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนให้สมดุล

4. อีกหนึ่งสิ่งที่เสื่อมสภาพไปด้วยเมื่อเข้าสู่วัยทอง คือ กระดูก
ดังนั้นจึงคววรกินอาหารที่อุดมไปด้วยแคลเซียมอย่าง ลูกพรุน ลูกฟิกส์
ผักใบเขียว นมไขมันต่ำ หรือน้ำเต้าหู้ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับกระดูก

5. เมื่อร่างกายเริ่มเข้าสู่วัยทองก็จะทำให้มีโอกาสเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคร้ายต่างๆเช่น โรคเส้นเลือดหัวใจอุดตัน
โรคหัวใจ และโรคคลอเรสเตอรอลสูง จึงควรหมั่นทานผักผลไม้และสมุนไพรได้แก่
ชาเขียว ใบบัวบก ดอกคำฝอย ให้เป็นประจำ เพราะอาหารเหล่านี้มีสรรพคุณในการคลอเรสเตอรอลไม่ให้อุดตันได้…

Read More

5 สาเหตุจริงๆที่ทำให้คุณผมร่วง

ปกติแล้วผมของมนุษย์จะร่วงเฉลี่ยวันละ 100 – 150 เส้น
แล้วก็บางทีตอนที่คุณหวีผมนั้น ปริมาณเส้นผมที่ติดอยู่ในหวีมันดูเยอะมากมายจนคุณผวา
แต่ว่าไม่ต้องกลัวผมขาดหลุดล่วงในปริมาณนี้เป็นเรื่องปกติ
แต่มันจะกลายเป็นเรื่องน่าวิตกกังวล หากผมร่วงมากๆจนทำให้ผมบาง
แล้วก็ถ้าเกิดปล่อยไว้นานๆระวังหัวจะล้านตั้งแต่ยังไม่แก่
วันนี้พวกเราจะมาเปิดเผย 6 สาเหตุจริงๆที่ทำให้คุณผมร่วงมากผิดปกติ
1. รักษาความสะอาด การที่เรารักษาความสะอาดเป็นเรื่องที่ดี
แต่หากรักษาความสะอาดมากจนเกินความจำเป็น เช่น ชอบสระผมทุกวัน
ไม่เคยปล่อยให้ผมมันตามธรรมชาติเลย หนังศีรษะของคุณจะแห้ง เป็นขุย
เกิดอาการคัน ระคายเคือง เป็นรังแค แล้วก็ตามมาด้วยปัญหาผมร่วงในที่สุด
2. รักสวยรักงาม การที่เราเข้าร้านทำผมเป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นทั้งดัด ย้อม
หรือยืด ปัญหาที่ตามมาคือผมแห้งเสียชี้ฟู หยาบกระด้าง แตกปลาย
และน้ำยาหรือสารเคมีที่คุณใช้จะทำร้ายเส้นผมและหนังศีรษะ ทำให้ผมขาดหลุดล่วง
3. ทานอาหารรสจัด การที่คุณเป็นคนชอบทานอาหารรสจัด
ส่งผลต่อเส้นผมของคุณด้วย เพราะอาหารรสจัด จะทำให้ความดันโลหิตสูงเส้นเลือดหดตัว
เป็นสาเหตุที่ทำให้เลือดไปเลี้ยงรากผมไม่พอ รากผมจึงไม่แข็งแรง และขาดหลุดร่วงได้ง่ายนั่นเอง
4. รักการเข้าสังคม ในที่นี้คือการเที่ยว ดื่ม อย่างเต็มที่
มันก็จะส่งผลคล้ายกับการทานอาหารรสจัดนั่นแหละ
5. ความเข้าใจแบบผิดๆมีความเชื่อว่าถ้าหากหวีผมบ่อยๆจะทำให้ผมสวย แต่ว่าจริงๆ
แล้วการหวีผมเสมอๆนั้น ตัวหวีจะเสียดสีกับหนังศีรษะ จะให้ให้ผมร่วงโดยไม่จำเป็น…

Read More