ความเชื่อเรื่องการรับประทานยา อันไหนจริงหรือมั่ว

เรื่องของยารักษาโรค มีหลายความเชื่อที่ไม่ถูก แล้วก็กลายเป็นข้อสงสัยของคนเราจำนวนมากในเรื่องของความจริง
อีกด้านหนึ่งยังพบว่าความเชื่อที่ผิดเหล่านั้นก่อให้เกิดการใช้ที่ไม่ถูกวิธี ทำให้ผลของการรักษาด้อยประสิทธิภาพลง
โดยข้อมูลที่นำมาเสนอในคราวนี้จะเป็นการไขทุกความเชื่อเรื่องยารักษาโรค
ความเชื่อไหนผิดหรือความเชื่อไหนถูก ทุกคนจะได้รับทราบพร้อมกันจากผู้เชี่ยวชาญ

ยาฉีดมีคุณภาพมากยิ่งกว่ายารับประทาน ใช่หรือไม่?
ไม่จริงเสมอ ด้วยเหตุว่ายาจำพวกรับประทานก็มีคุณภาพสำหรับในการรักษาเช่นเดียวกัน
เพียงแค่ยาฉีดจะใช้สำหรับผู้เจ็บป่วยบางรายที่การทำงานของลำไส้หรือกระเพาะมีปัญหา
ดูดซับยาผิดปกติหรือติดเชื้อรุนแรง หรือในเรื่องที่ต้องการให้ยาที่ออกฤทธิ์เร็ว
การใช้ยาฉีดจะดียิ่งกว่ายารับประทาน เพราะว่าไม่ต้องคอยให้ยาซึมซับจนกระทั่งระดับการดูแลรักษาของยา
แต่ว่ายารับประทานจะได้โอกาสติดเชื้อน้อยกว่ายาฉีด

ยาต่างประเทศมีคุณภาพมากกว่ายาในประเทศ ใช่หรือไม่?
ไม่จริง เพราะว่ายาทุกหมวดหมู่ไม่ว่าจะยาไทยหรือยาต่างถิ่น
ก่อนวางขายล้วนผ่านการตรวจสอบอย่างละเอียดแล้วก็ผ่านการยืนยันแล้วว่ามีคุณภาพสำหรับการรักษา
โดยเหตุนั้นอีกทั้งยาไทยและก็ยาต่างถิ่นที่ได้รับอนุญาตให้วางขายในตลาด
ย่อมมีคุณภาพในการรักษาด้วยกันทั้งหมด
แต่ดังนี้เมืองไทยจะมีการประกาศมาตรฐานยาตามเภสัชตำรับในราชกิจจานุเบกษาว่ายาแต่ละชนิดจำเป็นต้องทบทวนตำรับยาอย่างสม่ำเสมอ
ซึ่งก็เป็นหน้าที่ของโรงงานยาและผู้ผลิตยาที่จำต้องดำเนินการ

การกินยาประเภทใดนานๆจะส่งผลต่อตับและก็ไต ใช่หรือไม่?
ขึ้นกับสถานการณ์ของคนป่วยว่ามีปัญหาหลักการทำงานของตับหรือไตหรือเปล่า นอกจากนี้ยังขึ้นอยู่กับการใช้ยาที่ถูกวิธี ถูกขนาดหรือไม่
ถ้าเกิดมีการใช้ยาโดยไม่มีข้อบ่งชี้ ก็อาจมีผลต่อตับหรือไตได้ หรือบางทีอาจได้รับผลกระทบของยา…

Read More

เตรียมพร้อมก่อนบริหารร่างกายให้ร่างกายได้ประสิทธิภาพ

สำหรับผู้ที่ชอบการออกกำลังกาย หรือพยายามควบคุมน้ำหนักลดหุ่นอยู่นั้น
ในหลายๆคนคิดว่าการบริหารร่างกายก็ง่ายๆเหมือนทั่วๆไป ซึ่ง
ถ้าใครบริหารร่างกายครั้งแรกจะพบว่า ถ้าเกิดพวกเราไม่ได้ทำการยืดกล้ามเนื้อในช่วง10-15 นาทีแรก
อาจจะทำให้ร่างกายของพวกเราเจ็บเมื่อยเนื้อเมื่อยตัวในวันต่อไปอย่างไม่ต้องสงสัย
วิธีการเตรียมพร้อมร่างกายหรือยืดหยุ่นกล้ามเนื้อนั้นสําคัญมาก
เพราะเหตุว่าช่วยลดการบาดเจ็บได้อย่างดีเยี่ยมรวมทั้งยังเป็นการจัดเตรียมร่างกายด้านอื่นๆ
ให้พร้อมเพื่อประโยชน์จากการบริหารร่างกายสูงสุดด้วย ยิ่งบางคนทำงานนานๆไม่ได้เปลี่ยนอิริยาบถทั้งวัน
ร่างกายจะสูญเสียความคล่องแคล่วว่องไว และเพื่อเรียกคืนความกระฉับกระเฉง เราควรจะบริหารร่างกายให้ได้อย่างน้อยวันละ10นาที
จะเป็นกีฬาชนิดใดก็ได้ อย่างเช่นการเต้นแอโรบิก ปั่นจักรยาน หรือวิ่ง เพื่อเป็นการกระตุ้นการทำงานของหัวใจ
หรือกีฬาที่ใช้การเคลื่อนไหวของร่างกายอย่างเช่น การเล่นแบดมินตัน บาสเกตบอล เพียงแค่วันละ10-15 นาที
ก็ช่วยเพิ่มความกระฉับกระเฉงและความแข็งแรงของร่างกายได้อีกด้วย
ซึ่งสิ่งที่สำคัญที่แนะนำมาทั้งปวงก็จะขาดไม่ได้ คือสิ่งสำคัญก่อนจะมีการออกกำลังกาย ควรปฏิบัติดังต่อไปนี้

นวดกระตุ้นกล้ามเนื้อ เป็นวิธีที่ๆหลายคนทำก่อนบริหารร่างกาย โดยใช้วิธีการเดียวกันกับท่าปลุกเซลล์ร่างกายสำหรับการนวดกดจุดแบบชีวจิต
เนื่องจากการนวดเฟ้นเบาๆช่วยปลุกเซลล์ร่างกายที่ไม่ได้ทำงานให้ตื่นตัวพร้อมรับการบริหารร่างกาย เนื่องจากว่าการบริหารร่างกายนั้นจะใช้ร่างกายทุกส่วน
ถ้าพวกเราไม่ได้รับการบริหารร่างกายใน่ชวงแรก ก็จะทำให้ร่างกายของเราบาดเจ็บได้หลังจากออกกำลังกาย

ดื่มน้ำก่อนบริหารร่างกาย พวกเราควรจะดื่มน้ำก่อนออกกําลังกายหนึ่งแก้วก่อนออกกำลังกายเราไม่สมควรปล่อยให้ร่างกายของเราขาดน้ำ
เนื่องจากว่าภายในร่างกายของมนุษย์นั้น มีน้ำเป็นองค์ประกอบมากกว่า 75 เปอร์เซ็นต์ การปล่อยให้ร่างกายขาดน้ำในตอนที่ออกแรงมากย่อมไม่ดีต่ออวัยวะระบบต่างๆ
มิหนําซ้ำยังทําให้ระบบสลายไขมันทํางานลดลง 3 เปอร์เซ็นต์

ทานอาหารก่อนออกกำลังกาย การออกกําลังกายขณะท้องว่างทําให้ร่างกายดึงเอาพลังงานสํารองมาใช้จนหมดส่งผลให้ร่างกายอ่อนเพลียและไม่สามารถออกแรงได้เต็มที่
อีกทั้งทำให้เกิดผลเสียและไม่ดีต่อระบบเผาผลาญอีก ทางที่ดีควรจะรับประทานอาหารมื้อเล็กๆหรือผลไม้ บางทีอาจรับประทานแอปเปิ้ล รองท้องสักครึ่งชั่วโมงก่อนออกกําลังกายทุกครั้ง

เดินก่อนออกกําลังกาย เป็นวิธีที่ง่ายแล้วก็ควรจะทำก่อนบริหารร่างกาย การยืดหยุ่นกล้ามเนื้อคือการเตรียมร่างกายให้พร้อมก่อนเล่นกีฬา
การเดินก็ถือเป็นการเตรียมพร้อมจิตใจก่อนเล่นกีฬาเช่นกัน ผู้เชี่ยวชาญแนะนําให้เดิน 2-3 นาที
ก่อนเล่นกีฬาเพื่อผ่อนคลายความเครียดจากการทํางานและเตรียมพร้อมร่างกาย

ทั้งหมดก็เป็นการเตรียมตัวก่อนการออกกำลังกาย การเลียนแบบคำแนะนำข้างต้น
จะช่วยลดการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นหลังการออกกำลังกาย และหากพวกเราต้องการบริหารร่างกายให้สนุกก็ควรจะชักชวนเพื่อนมาออกกำลังกายด้วยกัน
เนื่องจากการมีเพื่อนจะช่วยทำให้การออกกำลังกายสนุกสนาน คลายเครียด และมีแรงในการต้องการออกกำลังกายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ…

Read More

กลิ่นเท้าเหม็นไม่ใช่เรื่องตลก ขอแก้ด้วย 2 วิธี

เรื่องเท้าเหม็นเป็นอะไรที่อี๋มาก ยิ่งใครเล่นกีฬาเสร็จใหม่ๆ แล้วมาถอดถุงเท้ารองเท้าในห้องแอร์นะ ห้องแทบแตก
อีกอย่างเท้าเหม็นไม่ใช่สไตล์ ถึงจะเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นกับใครๆ ก็ได้ แต่นี่เป็นปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างถูกวิธี
ลองไปดู 2 สเต็ปเหล่านี้ที่เรานำมาฝากกัน
จัดการกับเท้าเราก่อน
รักษาความสะอาดเป็นพิเศษกว่าที่เคย ให้ล้างน้ำ ถูสบู่ แล้วขัดถูทุกซอกมุม อาจใช้หินขัดเท้าร่วมด้วย
เช็ดเท้าให้แห้งทุกครั้งที่ล้างเท้า หมั่นทาครีมบำรุงผิวเท้าหรือวาสลีนเพื่อให้เท้านุ่มชุ่มชื้น
ไม่ใส่ถุงเท้า รองเท้า ขณะที่ครีมบำรุงยังชุ่มอยู่ เพราะจะยิ่งเป็นการเพิ่มความอับชื้น
รักษาเท้าให้แห้งอยู่เสมอ
ถ้าเท้าเปียกชื้นให้หาแป้งฝุ่นหรือผงดับกลิ่นเท้ามาทาให้ทั่ว ก่อนใส่ถุงเท้าเพราะจะช่วยดูดซึมความชื้นได้ดี
สเปรย์สมุนไพร สเปรย์ระงับกลิ่นเท้าก็ช่วยได้ สปาเท้าด้วยสูตรจากธรรมชาติ เช่น แช่เท้าในน้ำที่ใส่สารส้มแบบก้อน
ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที หรือด่างทับทิมผสมน้ำอุ่น
ระหว่างที่แช่เท้าก็ขัดถูเท้าไปด้วย นอกเหนือจากนี้ก็มีเบคกิ้งโซดาผสมน้ำพอข้น
หรือน้ำส้มสายชู 1/3 ถ้วยต่อน้ำอุ่น 1 กะละมังเล็ก ก็สามารถนำมาผสมกับน้ำแล้วแช่เท้าได้เหมือนกัน
น้ำยาเดทตอล หรือน้ำยาบ้วนปากก็นำมาผสมน้ำแช่เท้าได้ ให้ใช้ประมาณ 2-3 ฝา
ผสมกับน้ำ ระหว่างที่แช่เท้าก็ใช้แปรงทำความสะอาดขัดไปด้วย
เมื่อใช้เป็นประจำก็จะช่วยฆ่าเชื้อโรคได้ดี อีกทั้งยังลดปัญหาเท้าเหม็นได้อีกด้วย
ถุงเท้า จัดการยังไง
ซักถุงเท้าให้สะอาดอยู่สม่ำเสมอ ไม่นำถุงเท้าที่ใส่แล้วมาใส่ซ้ำอีกรอบ
นอกจากนี้ต้องตากถุงเท้าให้แห้ง
เพราะแบคทีเรียที่สะสมจะเป็นตัวการการเกิดกลิ่นเหม็น
และถ้าพอมีเวลาให้นำถุงเท้าไปแช่น้ำอุ่นหรือน้ำผสมผักซักฟอกก่อนซัก 30 นาทีเพื่อฆ่าเชื้อโรค
เลือกถุงเท้าที่เป็นผ้าฝ้าย 100% เพราะจะช่วยระบายอากาศได้ดี
สวมใส่ถุงเท้าที่ขนาดพอเหมาะ ไม่คับจนเกินไป เพราะทำให้ระบายอากาศได้น้อย
หากต้องสวมใส่รองเท้ากีฬา หรือรองเท้าหุ้มส้นที่ปิดหัวปิดท้าย ควรสวมใส่ถุงเท้าด้วยทุกครั้ง
เมื่อนั่งทำงานอยู่ในออฟฟิศ ให้ถอดถุงเท้า รองเท้าออก เพื่อลดกลิ่นอับชื้น…

Read More

กระสัง ต้นเล็ก เบรกมะเร็งอยู่

กระสัง เป็นพืชที่จัดอยู่ในวงศ์พริกไทย และมีชื่อท้องถิ่นอื่นๆว่า ผักราชวงศ์ (แม่ฮ่องสอน), ผักกูด (เพชรบุรี), ผักสังเขา
(สุราษฎร์ธานี), ผักฮากกล้วย (ภาคเหนือ), ผักกระสัง (ภาคกลาง),ชากรูด (ภาคใต้), ตาฉี่โพ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) เป็นต้น
โดยลักษณะของ กระสัง จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุก ลำต้นเปราะหักง่าย มีความสูงได้ประมาณ 15-30 เซนติเมตร
ลำต้นและใบเป็นสีเขียวอวบน้ำ ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด พบขึ้นทั่วไปในเขตร้อนทั่วโลก
ซึ่งในประเทศไทยพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศ โดยมักขึ้นในแปลงผัก ตามสวน และตามสนามหญ้าทั่วไป
จะเรียกว่าวัชพืชชนิดหนึ่งก็ได้ เพราะขึ้นง่ายตายยาก หากจะกำจัดทิ้งต้องถอนรากถอนโคน หรือการใช้สารเคมีต่างๆ
อย่างไรก็ตาม แม้หลายคนจะคิดว่า กระสัง เป็นพืชที่ควรกำจัดทิ้ง แต่ความจริงแล้วพืชชนิดนี้มีสรรพคุณที่คาดไม่ถึงแฝงอยู่
นั่นคือมีฤทธิ์ต้านมะเร็ง เชื้อแบคทีเรีย ต้านการอักเสบ แก้อาการปวด และไม่มีพิษภัย
ขณะเดียวกัน กระสัง มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและมีวิตามินสูง โดยเฉพาะเบต้าแคโรทีนที่มีอยู่เยอะ แถมสำนักงานข้อมูลสมุนไพร
คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ยังได้ทำการวิจัยพบว่า กระสัง มีฤทธิ์เสริมสร้าง และซ่อมแซมกระดูกส่วนที่สึกหรอได้
นอกจากนี้ กระสัง ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง และถูกจัดว่าเป็นผักต้านมะเร็งชนิดหนึ่ง
ขณะที่น้ำคั้นจากใบใช้ทารักษาสิว ทำให้สิวยุบเร็วขึ้น โดยในสมัยก่อนสาวๆ ใช้น้ำต้มจากผักชนิดนี้นำมาล้างหน้าบ่อยๆ
เพื่อเป็นการบำรุงผิว และทำให้ผิวหน้าสดใสอีกด้วย เท่านั้นไม่พอ ยังมีการใช้ กระสัง เป็นยาสระผม
โดยนำใบมาขยำกับน้ำแล้วชโลมศีรษะให้ศีรษะเย็น เพื่อช่วยป้องกันผมร่วง และทำให้ผมนุ่ม
เพราะผักชนิดนี้มีธาตุอาหาร มีความเป็นกรดอ่อนๆ และมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ ต้านเชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย
ซึ่งปัจจุบันมีการนำสมุนไพรชนิดนี้ไปผลิตเป็นสารสกัดเพื่อจำหน่ายในต่างประเทศ
ส่วน กระสัง ในประเทศอื่นๆ อย่าง ตรินิแดด นิยมใช้สมุนไพรชนิดนี้เป็นยาเย็นสำหรับเด็ก
ในบราซิลจะใช้สมุนไพรชนิดนี้เพื่อลดคอเลสเตอรอล ในมาเลเซียเชื่อว่า การรับประทานผักกระสังจะสามารถช่วยรักษาโรคตาและต้อ
ขณะที่ในกียานา จะใช้ผักกระสังเป็นยาขับปัสสาวะ ลดไข่ขาวในปัสสาวะ และในแถบแอมะซอนจะใช้เป็นยาขับปัสสาวะ หล่อลื่น
แก้หัวใจเต้นผิดปกติ ปิดท้ายที่ กระสัง ในฟิลิปปินส์
นำมาต้มกินเพื่อรักษาโรคเกาต์ อาการปวดข้อ และข้ออักเสบ
โดยการนำผักกระสังต้นยาวสัก 20 เซนติเมตร นำมาต้มกับน้ำ 2แก้ว ให้เหลือประมาณ 1 แก้ว ใช้แบ่งรับประทานครั้งละครึ่งแก้ว
เช้าและเย็น นอกจากนี้ ชาวฟิลิปปินส์ยังใช้ทั้งต้นสดนำมาบดประคบฝีหรือตุ่มหนองและโรคผิวหนังอื่นๆ
ซึ่งจากการศึกษาสมัยใหม่พบว่าผักชนิดนี้มีฤทธิ์ต้านการอักเสบและต้านแบคทีเรียได้หลายชนิด ทั้งยังมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆซึ่งจะช่วยกำจัดเนื้อตาย ทำให้ฝีแตกได้โดยง่าย…

Read More

ทำความรู้จักกับโรคเลือดออกง่าย หรือโรคฮีโมฟีเลีย

หลายคนคงจะเคยได้ยินเกี่ยวกับอาการเลือดออกง่ายกันมาแล้ว
มันคือโรคชนิดหนึ่งที่ทำให้การใช้ชีวิตของผู้ป่วยค่อนข้างจะยากลำบาก
ชื่อโรคของมันก็คือฮีโมฟีเลีย ถ้าใครที่ยังไม่เคยทำความรู้จักกับมันก็ลองมาเรียนรู้ศึกษากันดู
โรคฮีโมฟีเลียนั้นก็คือโรคที่จะทำให้ผู้ป่วยเลือดออกง่าย
เมื่ออกแล้วก็จะหยุดยากแห้งยาก โรคนี้เป็นเรื้อรังไปตลอดชีวิต
โดยมันสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ชนิด ได้แก่ ฮีโมฟีเลีย เอ
ชนิดนี้จะพบได้บ่อยที่สุด, ฮีโมฟีเลีย บี ชนิดนี้พบได้รองลงงมา และ ฮีโมฟีเลีย ซี ซึ่งพบได้น้อย
โดยหากมีการฉีกขาดของหลอดเลือดขึ้นมาแล้วจะไม่สามารถเกิดลิ่มเลือดขึ้นมาเพื่ออุดรอยที่ฉีกขาดได้
สำหรับชนิดต่างๆ ของโรคฮีโมฟีเลียที่พบได้บ่อยๆ
ในประเทศไทยนั้นจะเป็นชนิดเอและบี โดยเป็นการถ่ายทอดผ่านทางพันธุกรรม ซึ่งพบในเด็กที่เป็นผู้ชายเท่านั้น
ขณะที่ผู้หญิงนั้นถ้าหากว่ามียีนที่ผิดปกติก็จะเป็นเพียงพาหะของโรคเฉยๆ
สำหรับสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคฮีโมฟีเลียนั้นก็เกิดมาจากความผิดปกติของยีน
ซึ่งยีนตัวนี้จะคอยควบคุมการสร้างปัจจัยให้เกิดการแข็งตัวของเลือด นั้นก็คือ
แฟ็คตอร์ VIII, IX และ XI นั่นเอง มันเป็นการถ่ายทอดผ่านทางพันธุกรรมแบบ เอ็กซ์ลิงค์
ขณะที่ผู้ป่วยฮีโมฟีเลียจำนวนหนึ่งก็มาจากครอบครัวไม่มีใครในครอบครัวเลยที่มี
อาการของโรค ในส่วนนี้จะเกิดมาจากการกลายพันธุ์
สำหรับอาการของโรคฮีโมฟีเลีย ในทารกที่คลอดตามปกตินั้นมักจะไม่มีอาการใดๆ
ในวัยที่แรกเกิด ขณะที่บางรายอาจจะมีรอยจ้ำเขียวตามลำตัวหรือว่าแขนขา
ขณะที่ทารกที่คลอดด้วยการใช้หัตการต่างๆ เช่นใช้เครื่องดูดหรือว่าใช้คีม
มักจะมีเลือดออกที่ใต้ผิวหนังที่ศีรษะอาการเลือดออกนี้สามารถรุนแรงจนถึงขั้นตัวซีดได้เลย
สำหรับอาการโดยทั่วไปของฮีโมฟีเลียในวัยที่โตขึ้นมาก็คือเลือดจะไหลอย่างยาวนาน
และห้ามเลือดได้ยากเมื่อเกิดเหตุให้ต้องสูญเสียเลือด
เนื่องจากเลือดไม่สามารถที่จะแข็งตัวได้ โดยความรุนแรงของอาการนั้นก็ขึ้นอยู่กับชนิดของโรคด้วย
รวมไปถึงปริมาณของโปรตีนที่ใช้จับลิ่มเลือด ซึ่งนี่จะเป็นสารที่ทำให้เลือดแข็งตัว
สัญญาณที่บ่งบอกว่าเป็นโรคฮีโมฟีเลียนั้นสามารถสังเกตได้ตามนี้
อย่างแรกก็คือเลือดออกมากแบบผิดปกติเมื่อมีดบาด, ผ่าตัด ฯลฯ
มีรอยฟกช้ำทั่วร่างกาย เมื่อให้วัคซีนแล้วเลือดออกผิดปกติ
มีอาการเลือดกำเดาไหลแบบไร้สาเหตุ ถ่ายเป็นเลือด หรือว่าปวดตึงที่ข้อต่อ
อาการเหล่านี้ล้วนเป็นสัญญาณที่ชี้ว่าอาจเป็นโรคฮีโมฟีเลียได้
สำหรับการรักษาโรคนี้ ไม่สามารถที่จะรักษาให้หายขาดได้
แต่ก็สามารถทำให้ผู้ป่วยสามารถมีความสุขกับการใช้ชีวิตในระยะยาวได้
โดยจะใช้การฉีดฮอร์โมนที่ช่วยให้ร่างกายผลิตโปรตีนจับลิ่มเลือด
นอกจากนี้ก็มีแนวทางการปฏิบัติตัวต่างๆ ที่เหมาะสมตามคำแนะนำของแพทย์…

Read More

เสลดพังพอนตัวผู้ สมุนไพรไทยต้านพิษงูเห่า

เสลดพังพอน หรือ เสลดพังพอนตัวผู้ เป็นพืชที่จัดอยู่ในวงศ์เหงือกปลาหมอ มีชื่อเรียกอื่นว่า พิมเสนต้น
(ภาคกลาง), ก้านชั่ง (ภาคตะวันตกเฉียงเหนือ), คันชั่ง (ตาก),ลิ้นงูเห่า (กรุงเทพ), อังกาบ (ไทย), ฉิกแชเกี่ยม
ฮวยเฮียะแกโต่วเกียง (จีน) เป็นต้น
ลักษณะของ เสลดพังพอน จัดเป็นพรรณไม้พุ่ม
แตกกิ่งก้านสาขามาก มีความสูงได้ประมาณ 1-2 เมตร
ลำต้นเป็นสีน้ำตาลอมเขียว ส่วนกิ่งและก้านเป็นสีน้ำตาลแดง
ตามข้อของลำต้นและโคนก้านใบมีหนามแหลมคมและยาว ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด
เป็นพรรณไม้กลางแจ้งที่เจริญเติบโตได้ดีในดินที่ร่วนซุยและมีความชุ่มชื้น ในประเทศไทยสามารถพบได้ทั่วไป
ส่วน ใบเสลดพังพอน เป็นใบเดี่ยว ออกตรงข้ามกันเป็นคู่ ลักษณะของใบเป็นรูปรียาว ปลายใบแหลม โคนใบสอบ
ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 2.5 เซนติเมตร
และยาวประมาณ 5-7 เซนติเมตร ผิวใบเกลี้ยง
พื้นใบเป็นสีเขียวเข้มและเป็นมัน เส้นใบและก้านเป็นสีแดง ก้านใบสั้น ยาวได้ประมาณ 5 มิลลิเมตร
และโคนก้านมีหนามแหลม 1 คู่ โค้งงอ ยาวประมาณ 1-2 เซนติเมตร สีม่วงชี้ลง
ขณะที่ ดอกเสลดพังพอน ออกดอกเป็นช่อตั้ง โดยจะออกที่ปลายยอด
ช่อดอกอ่อนจะมองเห็นใบประดับรูปกลมรีขนาดประมาณ 1-2 เซนติเมตร หุ้มดอกไว้ภายใน
ดอกจะมีใบประดับขนาดใหญ่เรียงกันเป็นรูปทรงกระบอกสีเขียว ปลายใบประดับเป็นสีม่วง
หรือทั้งใบประดับเป็นสีแดงอมเขียวหรือสีม่วงอมน้ำตาล รูปไข่เกือบกลม
โดยสรรพคุณของเสลดพังพอน ใบมีรสจืดเย็น ใช้เป็นยาทะลวงลมปราณ แก้โรคเบาหวาน รักษาโรคคางทูม
ช่วยถอนพิษไข้ พิษไข้ทรพิษ แก้ปวดฟัน เหงือกบวม แก้ริดสีดวงทวาร
ชาวปะหล่องจะใช้ใบนำมาต้มกับน้ำกินเป็นยาช่วยลดอาการจากไข้มาลาเรีย (มีรสขมมาก)
ส่วนตำรายาไทยจะใช้ต้มกับน้ำกินเป็นยาทำให้เลือดไหลเวียนได้ดี
แต่จะนิยมใช้ใบสดนำมาตำให้ละเอียดผสมกับเหล้าแล้วคั้นเอาน้ำ
ดื่ม กากเอามาพอกหรือทาเป็นยาแก้ลมพิษ รักษาเม็ดผื่นคันตามผิวหนัง แก้ไฟลามทุ่ง แก้ขยุ้มตีนหมา
แก้โรคเริม แก้เริมบริเวณผิวหนัง งูสวัด นอกจากนี้ ใบเสดลพังพอน ยังช่วยถอนพิษจากเม็ดตุ่มฝีดาษ
รักษาโรคฝีดาษ แก้ฝีที่ฝ่ามือ แก้แผลกลาย เป็นยาถอนพิษ
แก้พิษงูกัด พิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย เช่น แมงป่อง ตะขาบ ผึ้ง
งูเห่า หรือช่วยถอนพิษอักเสบจากแมลงสัตว์กัดต่อย อย่างไรก็ตาม ส่วนรากเสลดพังพอน มีรสจืด
ใช้เป็นยาแก้ตาเหลือง หน้าเหลือง เมื่อยตัว กินข้าวไม่ได้
แก้อาการเจ็บท้อง แก้ผิดอาหาร แก้ปวดฟัน ใช้ฝนกับเหล้าดื่ม
และทาแก้พิษงู ถอนพิษตะขาบ แมงป่อง แมลงสัตว์กัดต่อย
กระนั้นสรรพคุณที่เจ๋งที่สุด คือ ใช้เป็นยาแก้พิษจากงูเห่ากัด โดยใช้ตำพอกปากแผลส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งใช้ผสมกับเหล้ากิน
เพื่อเป็นการช่วยยืดเวลาก่อนที่จะไปหาหมอ เช่นเดียวกับ ชาวเมี่ยน ที่นิยมปลูกต้นเสลดพังพอนเป็นแนวรั้วเอาไว้ป้องกันงู…

Read More

ออกกำลังกายแบบนี้…สู้โรคได้สบาย

เราสามารถเลือกวิธีการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับเป้าหมาย และความต้องการของตนเองได้ โดยการออกกำลังกายทั้ง 3 ประเภทมีดังนี้
1. การออกกำลังกายเพื่อความสมบูรณ์แข็งแรงของระบบหัวใจและหลอดเลือด (Cardiorespiratory Exercise) การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อมัดใหญ่ที่เป็นจังหวะซ้ำๆ เช่น
การเดิน วิ่งเหยาะ ปั่นจักรยาน เต้นแอโรบิก เป็นต้น ซึ่งการออกกำลังกายประเภทนี้จะเน้นความแข็งแรงของปอด หัวใจและหลอดเลือด เพราะว่าระบบของร่างกายจะต้องส่งออกซิเจนไปสู้กล้ามเนื้อให้เพียงพอ
เพราะฉะนั้นการออกกำลังกายประเภทนี้จึงช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบลงได้ ที่สำคัญสามารถนำไขมันมาเผาผลาญได้ดีกว่าคนที่ไม่ออกกำลังกายเลย
2. การออกกำลังกายเพื่อความแข็งแรงและความทนทานของกล้ามเนื้อ (Resistance Exercise) การออกกำลังกายประเภทนี้จะเป็นการเคลื่อนไหวร่างกาย โดยอาศัยแรงต้านจากน้ำหนักร่างกาย เช่น
ดันพื้น ดึงข้อ ลุกนั่ง หรืออาจใช้อุปกรณ์ต่างๆ เช่น ดัมเบล ยางยืด เป็นต้น ทำให้มีกล้ามเนื้อมากขึ้น การใช้พลังงานและมีการเผาผลาญมากยิ่งขึ้น แต่หากคุณนั้นเป็นโรคความดันโลหิตสูง การจะออกกำลังกายแบบนี้ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์ เพราะอาจเกิดอันตรายได้
3. การออกกำลังกายเพื่อความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ (Flexibility Exercise) การออกกำลังกายแบบนี้คือ การเหยียดกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ เอ็น และตามข้อต่อต่างๆ
ทำให้เกิดความยืดหยุ่นและช่วยให้ร่างกายเคลื่อนไหวได้สะดวก ลดการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อและข้อต่อ การออกกำลังกายที่นิยมกันคือ โยคะ และควรทำภายหลังการอบอุ่นร่างกาย ควรยืดเหยียดให้ถึงสภาวะที่กล้ามเนื้อตึงกำลังดี และไม่ควรหักโหมเกินไป
แต่ถ้าจะให้การออกกำลังกายได้ผลดี ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยใช้หลักการผัก 2 เนื้อ 1 แป้ง 1 เพื่อให้เกิดความสมดุลของพลังงาน หรืออาจใช้หลัก Talk Test
คือ รู้สึกค่อนข้างเหนื่อย หายใจเร็วขึ้นกว่าปกติแต่ไม่ถึงกับหอบ และยังพอพูดโต้ตอบได้ โดยให้ทำครั้งละ 10 นาทีต่อเนื่องกันไป และทำให้ได้ยอดรวมอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์…

Read More

เลือกน้ำมันที่ใช้ ต้ม ผัด แกง ทอด แบบไหนไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย

เมื่อพวกเราทำอาหาร น้ำมันเป็นองค์ประกอบที่พวกเราเลี่ยงไม่ได้ เพราะว่าเป็นหนึ่งในของกิน 5 กลุ่ม ที่พวกเราควรจะได้รับในทุกวัน แม้กระนั้นการเลือกน้ำมันที่ถูกสำหรับการปรุงอาหารของพวกเรา
ก็เป็นสาระสำคัญ เพราะในขณะนี้มีน้ำมันวางจำหน่ายอยู่ล้นหลาม หลายหมวด ด้วยเหตุดังกล่าวคุณจำเป็นต้องรู้จักเลือกน้ำมันซึ่งใช้ในการนำมาทำอาหาร ให้เหมาะสมกับจำพวกของกิน
เพื่อให้มีความปลอดภัยกับสุขภาพของตัวคุณเอง น้ำมันแบบไหนที่ใช้ทำอาหารถึงจะดีต่อร่างกาย พวกเราไปอ่านพร้อมๆกันเลยจ้า
1. แบบทอด น้ำมันที่พวกเราใช้สำหรับในการทอด ควรจะเป็นน้ำมันที่เหมาะสมกับการกักเก็บความร้อนได้ยาวนาน ช่วยทำให้ความร้อนของน้ำมันกระจายอย่างทั่วถึง และก็ใช้เวลาสำหรับในการทอดของกินลดน้อยลง
แนะนำให้ใช้น้ำมันหมู น้ำมันที่ผลิตขึ้นมาจากมะพร้าว น้ำมันปาล์ม น้ำมันปาล์มผสมคาโนล่า น้ำมันที่สกัดจากรำข้าว รวมทั้งน้ำมันที่ผลิตขึ้นมาจากมะกอกเอ๊กซ์ตร้าไลท์ (extra light) เนื่องจากว่าเวลาใช้สำหรับทอดของกิน เป็นต้นว่า ไก่ หมู ปลา รวมทั้งเนื้อ
จะทำให้ของกินสุกนุ่มแบบกรอบนอกนุ่มในน่ากิน ภายหลังทอดเสร็จ ให้ใช้กระดาษซับน้ำมันรองของกินไว้ จะช่วยลดน้ำมันในของกินได้บ้าง
2. แบบผัด ควรจะเลือกใช้น้ำมันที่มีกรดไขมันอิ่มตัว น้ำมันที่ใช้ไม่มีความจำเป็นต้องทนต่อความร้อนสูงมากมายเท่าตอนทอด แนะนำให้ใช้น้ำมันที่ผลิตขึ้นมาจากรำข้าว น้ำมันคาโนล่า น้ำมันที่ทำจากถั่วเหลือง น้ำมันที่ทำจากมะกอกเนื่องจากทนความร้อนได้ในระดับหนึ่ง
เมื่อพวกเราเทของกินลงไปในกระทะ แล้วจะมีผลให้ของกินสุกเร็วเพิ่มขึ้น อย่าใส่น้ำมันเยอะเกินไปเวลาผัด ด้วยเหตุว่าล้วนทำลายสุขภาพทั้งนั้น ถ้าหากร่างกายได้รับมากเกินความจำเป็นวันละ 6 ช้อนชา ก็จะสะสมเอาไว้ในร่างกาย ทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิด โรคอ้วน ได้นั้นเอง
3. สลัด ใครที่กำลังดูแลรักษาสุขภาพร่างกาย ควรจะหลีกเลี่ยงไขมันที่ไม่ดีให้เยอะที่สุด แล้วหันมาทานสลัด หรือของกินคลีน ชนิดของกิน ต้ม ลวก อบ นึ่ง เคียงคู่ด้วยน้ำปรุงรส ด้วยเหตุว่าอารหารพวกนี้มีน้ำมันในตัวอยู่แล้ว
หรือบ้านหลังไหนที่มักจะทำน้ำสลัดทานเองควรที่จะใช้น้ำมันที่สกัดจากมะกอกแบบ extra virgin 100% ซึ่งสามารถทานได้ใหม่ๆโดยไม่ต้องผ่านความร้อน ทางที่ดีคุณควรจะงดเว้น หรือหลบหลีกของกินจำพวกผัดทอด
รวมทั้งเพื่อคุณค่าทางของกินที่ดีควรจะกินอาหารให้ครบ 5 กลุ่ม เพื่อเพิ่มรสให้กับของกิน…

Read More

ล้างหน้าผิดชีวิตอาจเปลี่ยน

เรื่องของผิวหน้าจะละเลยไม่ได้เลย เพราะหน้าตาเป็นประตูสู่หัวใจ สาวๆ จึงต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกๆ
เนื่องจากผิวหน้าของเราค่อนข้างจะบอบบาง จึงต้องใส่ใจเป็นพิเศษและเชื่อว่ายังมีหลายคนที่ยังล้างหน้าไม่ถูกวิธี
ดังนั้น วันนี้เราก็จะมาบอกเล่าสิ่งที่ไม่ควรทำเวลาล้างหน้า ว่ามีอะไรบ้างที่ห้ามทำเด็ดขาด
หากไม่อยากให้ผิวหน้ามีริ้วรอยก่อนวัย
1.ถูผิวหน้าแรงๆ
เชื่อว่าหลายคนคิดว่า การขัดผิวหน้าแรงๆ จะทำให้ใบหน้าสะอาด ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นความเชื่อที่ผิดมาก
การขัดผิวหน้าแรงๆ จะทำให้เกิดการระคายเคืองเป็นการทำร้ายผิวหน้าโดยไม่รู้ตัว
หากอยากให้ผิวหน้าสะอาดเพียงแค่ใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้า นวดวนเบาๆ ผิวหน้าก็สะอาดแล้ว
2.ใช้ผลิตภัณฑ์ไม่ถูกประเภท
สังเกตไหมว่าทำไมใช้ผลิตภัณฑ์อย่างดีราคาแพง แต่ทำไมผิวหน้าถึงไม่ดีขึ้นสักกะที
นั่นเพราะสาเหตุอาจจะมาจากการใช้ผลิตภัณฑ์ไม่ถูกประเภทจึงทำให้ครีมทำงานได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ
หรือทำงานได้อย่างไม่ถูกจุด อย่างเช่นคนที่ไม่ได้เป็นสิวแต่ใช้ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับการรักษาสิว
ก็จะไม่ได้ผลเพราะผิวหน้าเกลี้ยงเกลาอยู่แล้วดังนั้นหากอยากให้ผิวหน้าเป็นแบบไหนควรหาผลิตภัณฑ์ที่ช่วยในเรื่องนั้นๆ
โดยเฉพาะมาใช้ และจะต้องเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตรงกับสภาพผิวหน้าด้วยเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
3.ล้างหน้านานเกินไป
สาวๆ หลายคนมักจะคิดว่าการล้างหน้านานๆ จะยิ่งทำให้ผิวหน้าสะอาด ซึ่งความจริงแล้วเป็นความเชื่อที่ผิดมหันต์
เพราะการล้างหน้าบ่อยๆ นั้นแม้จะช่วยลดความมันได้แต่ก็สร้างความแห้งให้กับผิวหน้าได้เช่นกัน เพราะยิ่งล้างบ่อยๆ
ผิวหน้าจะยิ่งผลิตน้ำมันออกมาเพื่อรักษาสมดุลของความชุ่มชื้นดังนั้นการล้างหน้าบ่อยสำหรับสาวผิวมันจะยิ่งทำให้
หน้ามันมากขึ้นไปอีก และสำหรับสาวผิวแห้งหน้าก็จะแห้งกร้านเป็นที่มาของรอยเหี่ยวย่น
ดังนั้นไม่ควรล้างหน้านานเกินไปแค่นวดวนหนึ่งถึงสองนาทีก็พอแล้ว
4.ความเข้าใจผิวเกี่ยวกับการล้างหน้าด้วยน้ำอุ่น
เพราะอุณหภูมิที่สูงของน้ำจะทำให้ผิวของเรายิ่งขาดความชุ่มชื้น อันเป็นที่มาของการที่มีผิวหน้าแห้งกร้าน
ทำให้มีริ้วรอยเกิดขึ้นไวกว่าปกติ ดังนั้นหากไม่อยากมีผิวหน้าแห้งตึงดูไม่ชุ่มชื้น ก็ควรงดการล้างหน้าด้วยน้ำอุ่น
อาจจะใช้แค่การเปิดรูขุมขน แต่จากนั้นควรใช้น้ำเย็นหรือล้างด้วยน้ำอุณหภูมิห้องจะดีที่สุด…

Read More

พริกไทย สมุนไพรลดความอ้วน

พริกไทย เป็นต้นไม้ที่มีอายุยืน จัดอยู่ในประเภทไม้เลื้อยสูงประมาณ 5 เมตร ลักษณะของลำต้นจะเป็นข้อๆ
ลักษณะของใบพริกไทยจะมีสีเขียวสด ใบใหญ่คล้ายใบโพส่วนลักษณะของดอกพริกไทยจะมีขนาดเล็ก
จะออกช่อตรงข้อของลำต้น มีลักษณะเป็นพวง ซึ่งจะมีเมล็ดกลม ๆติดกันอยู่เป็นพวง
พริกไทย แม้จะมีชื่อไทยแต่ความจริงแล้วมีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดีย
บริเวณเทือกเขาทางภาคตะวันออกเฉียงใต้สำหรับบ้านเราพริกไทยถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญชนิดหนึ่ง
โดยนิยมปลูกพริกไทยกันมากในจังหวัดจันทบุรี ตราด และ ระยองโดย พริกไทย ที่นิยมปลูกในบ้านเรา มีอยู่ด้วยกัน 6
สายพันธุ์ ได้แก่ พันธุ์ใบหนา พันธุ์บ้านแก้ว พันธุ์ปรางถี่ธรรมดาพันธุ์ปรางถี่หยิก พันธุ์ควายขวิด และ สายพันธุ์คุชชิ่ง
เรียกได้ว่ามีให้เลือกใช้งานกันหลากหลายตามแต่ถนัดนั่นจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ พริกไทย
จะป็นราชาแห่งเครื่องเทศ ที่มีรสชาติเผ็ดร้อนสามารถนำมาทำเป็นพริกไทยแห้งไว้ใช้เป็นเครื่องปรุงในการประ
กอบอาหาร ถ้าเป็นแบบแห้งทั้งเปลือกจะเป็น พริกไทยดำแต่ถ้าลอกเปลือกออกก่อนทำเป็นผง ก็จะได้เป็น
พริกไทยขาว ทั้งสองแบบมักไม่ค่อยขึ้นราวิธีการเก็บรักษาจึงง่ายมาก เพียงแค่เก็บไว้ในโหลแก้วให้มิดชิด
ส่วนพริกไทยป่นก็ควรบดเก็บแต่น้อยในภาชนะที่แห้งสนิทและปิดให้มิดชิดเช่นกันซึ่งนอกจาก พริกไทย
จะถูกใช้ในการประกอบอาหารไทยและเทศแล้ว พริกไทยยังมีประโยชน์ ในการรักษาโรคต่างๆ เช่น โรคกระเพาะ ลำไส้
แก้ปวด แก้อักเสบ เป็นต้น ขณะที่ทางตำราจีน จะใช้ พริกไทยในการรักษา โรคท้องเดินจากอหิวาต์ โรคมาลาเรีย และ แก้ไข้
ส่วนน้ำมันในพริกไทย ( สารพิเพอรีน ) ก็นำมาเจือจางกับน้ำเอามาสูดดม หรือทาถูผิวหนัง เพื่อลดอาการไข้ หนาวสั่น
ทำให้หายใจโล่งขึ้น และฆ่าเชื้อโรคได้ดีสามารถนำมาผสมกับน้ำมัน แล้วนวดบริเวณที่ปวดกล้ามเนื้อ
นอกจากนี้กลิ่นของพริกไทย ยังเข้าไปกระตุ้นสมองให้รู้สึกตื่นตัวอยู่เสมอ โดยในตำราไทย จะนำพริกไทยดำ
มาทำเป็นสมุนไพร เพื่อแก้อาการ จุกเสียดแน่นเฟ้อจากอาหารไม่ย่อย แก้อ่อนเพลีย และลดอาการอยากบุหรี่
ในรายที่ต้องการเลิกบุหรี่อย่างไรก็ตาม วันนี้เราจะมาเสนอสรรพคุณใหม่ของ
พริกไทย นั่นคือการลดความอ้วน
โดยผลการวิจัยจากประเทศสหรัฐอเมริกา ยืนยันว่า พริกไทยดำสามารถลดความอ้วนได้จริง
และสามารถลดน้ำหนักได้อย่างดีเยี่ยมนั่นก็เพราะ พริกไทยดำ มีส่วนประกอบของสาร
ไพเพอร์รีนที่มีคุณสมบัติในการต่อต้านความอ้วนและควบคุมการก่อตัวของเซลล์ไขมันใหม่
พร้อมกับทำลายเซลล์ไขมันเก่าที่สะสมอยู่ภายในร่างกาย
ให้มีจำนวนลดลงนั่นเอง…

Read More