กระสัง ต้นเล็ก เบรกมะเร็งอยู่

กระสัง เป็นพืชที่จัดอยู่ในวงศ์พริกไทย และมีชื่อท้องถิ่นอื่นๆว่า ผักราชวงศ์ (แม่ฮ่องสอน), ผักกูด (เพชรบุรี), ผักสังเขา
(สุราษฎร์ธานี), ผักฮากกล้วย (ภาคเหนือ), ผักกระสัง (ภาคกลาง),ชากรูด (ภาคใต้), ตาฉี่โพ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) เป็นต้น
โดยลักษณะของ กระสัง จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุก ลำต้นเปราะหักง่าย มีความสูงได้ประมาณ 15-30 เซนติเมตร
ลำต้นและใบเป็นสีเขียวอวบน้ำ ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด พบขึ้นทั่วไปในเขตร้อนทั่วโลก
ซึ่งในประเทศไทยพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศ โดยมักขึ้นในแปลงผัก ตามสวน และตามสนามหญ้าทั่วไป
จะเรียกว่าวัชพืชชนิดหนึ่งก็ได้ เพราะขึ้นง่ายตายยาก หากจะกำจัดทิ้งต้องถอนรากถอนโคน หรือการใช้สารเคมีต่างๆ
อย่างไรก็ตาม แม้หลายคนจะคิดว่า กระสัง เป็นพืชที่ควรกำจัดทิ้ง แต่ความจริงแล้วพืชชนิดนี้มีสรรพคุณที่คาดไม่ถึงแฝงอยู่
นั่นคือมีฤทธิ์ต้านมะเร็ง เชื้อแบคทีเรีย ต้านการอักเสบ แก้อาการปวด และไม่มีพิษภัย
ขณะเดียวกัน กระสัง มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและมีวิตามินสูง โดยเฉพาะเบต้าแคโรทีนที่มีอยู่เยอะ แถมสำนักงานข้อมูลสมุนไพร
คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ยังได้ทำการวิจัยพบว่า กระสัง มีฤทธิ์เสริมสร้าง และซ่อมแซมกระดูกส่วนที่สึกหรอได้
นอกจากนี้ กระสัง ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง และถูกจัดว่าเป็นผักต้านมะเร็งชนิดหนึ่ง
ขณะที่น้ำคั้นจากใบใช้ทารักษาสิว ทำให้สิวยุบเร็วขึ้น โดยในสมัยก่อนสาวๆ ใช้น้ำต้มจากผักชนิดนี้นำมาล้างหน้าบ่อยๆ
เพื่อเป็นการบำรุงผิว และทำให้ผิวหน้าสดใสอีกด้วย เท่านั้นไม่พอ ยังมีการใช้ กระสัง เป็นยาสระผม
โดยนำใบมาขยำกับน้ำแล้วชโลมศีรษะให้ศีรษะเย็น เพื่อช่วยป้องกันผมร่วง และทำให้ผมนุ่ม
เพราะผักชนิดนี้มีธาตุอาหาร มีความเป็นกรดอ่อนๆ และมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ ต้านเชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย
ซึ่งปัจจุบันมีการนำสมุนไพรชนิดนี้ไปผลิตเป็นสารสกัดเพื่อจำหน่ายในต่างประเทศ
ส่วน กระสัง ในประเทศอื่นๆ อย่าง ตรินิแดด นิยมใช้สมุนไพรชนิดนี้เป็นยาเย็นสำหรับเด็ก
ในบราซิลจะใช้สมุนไพรชนิดนี้เพื่อลดคอเลสเตอรอล ในมาเลเซียเชื่อว่า การรับประทานผักกระสังจะสามารถช่วยรักษาโรคตาและต้อ
ขณะที่ในกียานา จะใช้ผักกระสังเป็นยาขับปัสสาวะ ลดไข่ขาวในปัสสาวะ และในแถบแอมะซอนจะใช้เป็นยาขับปัสสาวะ หล่อลื่น
แก้หัวใจเต้นผิดปกติ ปิดท้ายที่ กระสัง ในฟิลิปปินส์
นำมาต้มกินเพื่อรักษาโรคเกาต์ อาการปวดข้อ และข้ออักเสบ
โดยการนำผักกระสังต้นยาวสัก 20 เซนติเมตร นำมาต้มกับน้ำ 2แก้ว ให้เหลือประมาณ 1 แก้ว ใช้แบ่งรับประทานครั้งละครึ่งแก้ว
เช้าและเย็น นอกจากนี้ ชาวฟิลิปปินส์ยังใช้ทั้งต้นสดนำมาบดประคบฝีหรือตุ่มหนองและโรคผิวหนังอื่นๆ
ซึ่งจากการศึกษาสมัยใหม่พบว่าผักชนิดนี้มีฤทธิ์ต้านการอักเสบและต้านแบคทีเรียได้หลายชนิด ทั้งยังมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆซึ่งจะช่วยกำจัดเนื้อตาย ทำให้ฝีแตกได้โดยง่าย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *