ความเชื่อเรื่องการรับประทานยา อันไหนจริงหรือมั่ว

เรื่องของยารักษาโรค มีหลายความเชื่อที่ไม่ถูก แล้วก็กลายเป็นข้อสงสัยของคนเราจำนวนมากในเรื่องของความจริง
อีกด้านหนึ่งยังพบว่าความเชื่อที่ผิดเหล่านั้นก่อให้เกิดการใช้ที่ไม่ถูกวิธี ทำให้ผลของการรักษาด้อยประสิทธิภาพลง
โดยข้อมูลที่นำมาเสนอในคราวนี้จะเป็นการไขทุกความเชื่อเรื่องยารักษาโรค
ความเชื่อไหนผิดหรือความเชื่อไหนถูก ทุกคนจะได้รับทราบพร้อมกันจากผู้เชี่ยวชาญ

ยาฉีดมีคุณภาพมากยิ่งกว่ายารับประทาน ใช่หรือไม่?
ไม่จริงเสมอ ด้วยเหตุว่ายาจำพวกรับประทานก็มีคุณภาพสำหรับในการรักษาเช่นเดียวกัน
เพียงแค่ยาฉีดจะใช้สำหรับผู้เจ็บป่วยบางรายที่การทำงานของลำไส้หรือกระเพาะมีปัญหา
ดูดซับยาผิดปกติหรือติดเชื้อรุนแรง หรือในเรื่องที่ต้องการให้ยาที่ออกฤทธิ์เร็ว
การใช้ยาฉีดจะดียิ่งกว่ายารับประทาน เพราะว่าไม่ต้องคอยให้ยาซึมซับจนกระทั่งระดับการดูแลรักษาของยา
แต่ว่ายารับประทานจะได้โอกาสติดเชื้อน้อยกว่ายาฉีด

ยาต่างประเทศมีคุณภาพมากกว่ายาในประเทศ ใช่หรือไม่?
ไม่จริง เพราะว่ายาทุกหมวดหมู่ไม่ว่าจะยาไทยหรือยาต่างถิ่น
ก่อนวางขายล้วนผ่านการตรวจสอบอย่างละเอียดแล้วก็ผ่านการยืนยันแล้วว่ามีคุณภาพสำหรับการรักษา
โดยเหตุนั้นอีกทั้งยาไทยและก็ยาต่างถิ่นที่ได้รับอนุญาตให้วางขายในตลาด
ย่อมมีคุณภาพในการรักษาด้วยกันทั้งหมด
แต่ดังนี้เมืองไทยจะมีการประกาศมาตรฐานยาตามเภสัชตำรับในราชกิจจานุเบกษาว่ายาแต่ละชนิดจำเป็นต้องทบทวนตำรับยาอย่างสม่ำเสมอ
ซึ่งก็เป็นหน้าที่ของโรงงานยาและผู้ผลิตยาที่จำต้องดำเนินการ

การกินยาประเภทใดนานๆจะส่งผลต่อตับและก็ไต ใช่หรือไม่?
ขึ้นกับสถานการณ์ของคนป่วยว่ามีปัญหาหลักการทำงานของตับหรือไตหรือเปล่า นอกจากนี้ยังขึ้นอยู่กับการใช้ยาที่ถูกวิธี ถูกขนาดหรือไม่
ถ้าเกิดมีการใช้ยาโดยไม่มีข้อบ่งชี้ ก็อาจมีผลต่อตับหรือไตได้ หรือบางทีอาจได้รับผลกระทบของยา…

Read More

เตรียมพร้อมก่อนบริหารร่างกายให้ร่างกายได้ประสิทธิภาพ

สำหรับผู้ที่ชอบการออกกำลังกาย หรือพยายามควบคุมน้ำหนักลดหุ่นอยู่นั้น
ในหลายๆคนคิดว่าการบริหารร่างกายก็ง่ายๆเหมือนทั่วๆไป ซึ่ง
ถ้าใครบริหารร่างกายครั้งแรกจะพบว่า ถ้าเกิดพวกเราไม่ได้ทำการยืดกล้ามเนื้อในช่วง10-15 นาทีแรก
อาจจะทำให้ร่างกายของพวกเราเจ็บเมื่อยเนื้อเมื่อยตัวในวันต่อไปอย่างไม่ต้องสงสัย
วิธีการเตรียมพร้อมร่างกายหรือยืดหยุ่นกล้ามเนื้อนั้นสําคัญมาก
เพราะเหตุว่าช่วยลดการบาดเจ็บได้อย่างดีเยี่ยมรวมทั้งยังเป็นการจัดเตรียมร่างกายด้านอื่นๆ
ให้พร้อมเพื่อประโยชน์จากการบริหารร่างกายสูงสุดด้วย ยิ่งบางคนทำงานนานๆไม่ได้เปลี่ยนอิริยาบถทั้งวัน
ร่างกายจะสูญเสียความคล่องแคล่วว่องไว และเพื่อเรียกคืนความกระฉับกระเฉง เราควรจะบริหารร่างกายให้ได้อย่างน้อยวันละ10นาที
จะเป็นกีฬาชนิดใดก็ได้ อย่างเช่นการเต้นแอโรบิก ปั่นจักรยาน หรือวิ่ง เพื่อเป็นการกระตุ้นการทำงานของหัวใจ
หรือกีฬาที่ใช้การเคลื่อนไหวของร่างกายอย่างเช่น การเล่นแบดมินตัน บาสเกตบอล เพียงแค่วันละ10-15 นาที
ก็ช่วยเพิ่มความกระฉับกระเฉงและความแข็งแรงของร่างกายได้อีกด้วย
ซึ่งสิ่งที่สำคัญที่แนะนำมาทั้งปวงก็จะขาดไม่ได้ คือสิ่งสำคัญก่อนจะมีการออกกำลังกาย ควรปฏิบัติดังต่อไปนี้

นวดกระตุ้นกล้ามเนื้อ เป็นวิธีที่ๆหลายคนทำก่อนบริหารร่างกาย โดยใช้วิธีการเดียวกันกับท่าปลุกเซลล์ร่างกายสำหรับการนวดกดจุดแบบชีวจิต
เนื่องจากการนวดเฟ้นเบาๆช่วยปลุกเซลล์ร่างกายที่ไม่ได้ทำงานให้ตื่นตัวพร้อมรับการบริหารร่างกาย เนื่องจากว่าการบริหารร่างกายนั้นจะใช้ร่างกายทุกส่วน
ถ้าพวกเราไม่ได้รับการบริหารร่างกายใน่ชวงแรก ก็จะทำให้ร่างกายของเราบาดเจ็บได้หลังจากออกกำลังกาย

ดื่มน้ำก่อนบริหารร่างกาย พวกเราควรจะดื่มน้ำก่อนออกกําลังกายหนึ่งแก้วก่อนออกกำลังกายเราไม่สมควรปล่อยให้ร่างกายของเราขาดน้ำ
เนื่องจากว่าภายในร่างกายของมนุษย์นั้น มีน้ำเป็นองค์ประกอบมากกว่า 75 เปอร์เซ็นต์ การปล่อยให้ร่างกายขาดน้ำในตอนที่ออกแรงมากย่อมไม่ดีต่ออวัยวะระบบต่างๆ
มิหนําซ้ำยังทําให้ระบบสลายไขมันทํางานลดลง 3 เปอร์เซ็นต์

ทานอาหารก่อนออกกำลังกาย การออกกําลังกายขณะท้องว่างทําให้ร่างกายดึงเอาพลังงานสํารองมาใช้จนหมดส่งผลให้ร่างกายอ่อนเพลียและไม่สามารถออกแรงได้เต็มที่
อีกทั้งทำให้เกิดผลเสียและไม่ดีต่อระบบเผาผลาญอีก ทางที่ดีควรจะรับประทานอาหารมื้อเล็กๆหรือผลไม้ บางทีอาจรับประทานแอปเปิ้ล รองท้องสักครึ่งชั่วโมงก่อนออกกําลังกายทุกครั้ง

เดินก่อนออกกําลังกาย เป็นวิธีที่ง่ายแล้วก็ควรจะทำก่อนบริหารร่างกาย การยืดหยุ่นกล้ามเนื้อคือการเตรียมร่างกายให้พร้อมก่อนเล่นกีฬา
การเดินก็ถือเป็นการเตรียมพร้อมจิตใจก่อนเล่นกีฬาเช่นกัน ผู้เชี่ยวชาญแนะนําให้เดิน 2-3 นาที
ก่อนเล่นกีฬาเพื่อผ่อนคลายความเครียดจากการทํางานและเตรียมพร้อมร่างกาย

ทั้งหมดก็เป็นการเตรียมตัวก่อนการออกกำลังกาย การเลียนแบบคำแนะนำข้างต้น
จะช่วยลดการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นหลังการออกกำลังกาย และหากพวกเราต้องการบริหารร่างกายให้สนุกก็ควรจะชักชวนเพื่อนมาออกกำลังกายด้วยกัน
เนื่องจากการมีเพื่อนจะช่วยทำให้การออกกำลังกายสนุกสนาน คลายเครียด และมีแรงในการต้องการออกกำลังกายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ…

Read More

การบริหารร่างกาย ช่วยทำให้ ชะลอวัย แถม สุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง

มีการค้นคว้าวิจัยที่การันตีได้ว่า
การบริหารร่างกายเป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยเลี้ยงดูสุขภาพที่เห็นผลอย่างเห็นได้ชัด
ซึ่งประโยชน์ที่ได้รับมาจากการบริหารร่างกายนี้
เสริมสร้างความแข็งแรงให้กับร่างกายไกลห่างจากโรคร้ายต่างๆเป็นต้นว่า โรคหัวใจ โรคอ้วน
โรคเส้นโลหิตในสมองตีบ ฯลฯ ยิ่งกว่านั้น การออกำลังกายยังช่วยลดความตึงเครียด
และก็ช่วยให้เลือดลมไหลเวียนดีซึ่งทำให้มีผิวพรรณผ่องใส รวมทั้งช่วยทำให้มองอ่อนวัยขึ้น
การออกำลังกายนั้น มีส่วนช่วยให้แก่ช้าลงอย่างชัดเจน
ด้วยเหตุว่าการบริหารร่างกายยังมีส่วนช่วยสำหรับในการทรงสภาพรวมทั้งรักษาเซลล์ที่เป็น
ตัวควบคุมความแก่เฒ่า แถมยังช่วยสำหรับการต้านทานอนุมูลอิสระ
แล้วก็ทำให้ระบบการทำงานภายในร่างกายมีคุณภาพ ด้วยเหตุนี้
ผู้ที่บริหารร่างกายอยู่ตลอด ก็เลยมักมีบุคลิกภาพี่สดใสร่าเริง
รวมทั้งมองอ่อนวัยกว่าอายุจริง
โดยการบริหารร่างกายเพื่อการดูแลรักษาสุขภาพนั้น
ควรที่จะใช้เวลาสำหรับเพื่อการบริหารร่างกายราวๆ 30 – 60 นาที ซึ่งในหนึ่งอาทิตย์นั้น
ควรจะบริหารร่างกายอาทิตย์ละ 4-5 วันเพื่อร่างกายได้พักบ้าง อย่างไรก็แล้วแต่
คนที่เพิ่งจะเริ่มบริหารร่างกายนั้น ไม่สมควรหักโหมตั้งแต่ครั้งแรก
เนื่องจากว่าอาจจะเป็นผลให้ร่างกายไมสามารถปรับนิสัยได้ โดยเหตุนั้น
ควรจะเริ่มจากการบริหารร่างกายน้อยๆเพียงแต่วันละ 30 นาที และก็หลังจากนั้นจึงค่อยๆมากขึ้นเป็นลำดับ
ดังนี้ การบริหารร่างกายเพื่อสุขภาพสามารถทำเป็นหลายรูปแบบ
อีกทั้งการบริหารร่างกายแบบเวทเทรนนิ่งซึ่งจะช่วยทำให้กล้ามแข็งแรง
การบริหารร่างกายแบบคาร์ดิโอ ซึ่งเป็นผลดีต่อแนวทางการทำงานของหัวใจแล้วก็ปอด
แล้วก็การบริหารร่างกายที่สร้างความยืดหยุ่นให้กับกล้ามแล้วก็เส้นเอ็น เช่นโยคะ ฯลฯ
ซึ่งนอกเหนือจากการบริหารร่างกายแล้ว การที่จะมีสุขภาพแข็งแรงอย่างยั่งยืน
ก็จะต้องอาศัยการกินอาหารที่มีประโยชน์รวมทั้งการนอนพักที่ดี
รวมถึงกินน้ำให้พอเพียงด้วยจ้ะ…

Read More

ตื่นนอนอย่างไรให้สดชื่น พร้อมลุยงานอย่างสดใสตลอดวัน

การตื่นนอนในตอนเช้า ถือเป็นอุปสรรคใหญ่สำหรับใครหลายคน
บางคนอาจต้องฝืนตื่นมาด้วยสภาพงัวเงีย บางคนต้องเลือกที่จะต่อเวลานอน
จนรู้ตัวอีกทีก็กลายเป็นตื่นสายเสียแล้ว วันนี้เราจะมาแนะนำเทคนิคดีๆ
สำหรับใครที่อยากตื่นเช้าแบบสดใส พร้อมเริ่มวันใหม่อย่างสดชื่นตลอดวัน
1. ลุกทันทีที่เสียงปลุกดัง
หนทางที่จะช่วยให้คุณตื่นเช้าได้ คือการตื่นทันทีที่ได้ยินเสียงนาฬิกาปลุก สิ่งสำคัญคือ
อย่ามัวแต่ข้ออ้างเพื่อที่จะนอนต่อ เพราะทุกอย่างอยู่ที่ใจคุณ
2. ตั้งนาฬิกาปลุกห่างจากที่นอน
ระยะห่างของนาฬิกาปลุกกับเตียงนอนควรไกลมากพอจะทำให้เราต้องลุกเดินไปปิดนา
ฬิกาปลุกได้ เพราะการได้ลุกจากที่นอนจะช่วยให้ร่างกายตื่นได้
หลังจากนั้นก็ควรเริ่มวันใหม่ของคุณโดยทำกิจกรรมอื่นๆ ที่ไม่ใช่การนอน
3. เมื่อลุกแล้ว รีบปิดพัดลม-แอร์ ปัดผ้าห่มออกจากตัว
การได้นอนในอากาศเย็นๆ กับผ้าห่มอุ่นๆ ทำให้เราอยากที่จะนอนอยู่อย่างนั้นนานๆ
เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นอนตื่นสาย ฉะนั้นถ้าอยากตื่นเช้าก้ต้องยอมตัดใจ
ลุกมาปิดพัดลม ปิดแอร์ พร้อมกับตอนที่นาฬิกาปลุก รวมถึงรีบปัดผ้าห่มออกจากตัว
เพื่อตัดความสบายออกจากการนอนทันที
4. เปิดม่านให้แสงแดดส่องเข้ามา
ถือเป็นวิธีที่ได้ผลกับหลายๆ คน โดยก่อนเข้านอนให้เตรียมเปิดหน้าต่างห้องนอนทิ้งไว้
ยิ่งในตำแหน่งที่ตรงกับเตียงนอนเลยได้จะยิ่งดี เมื่อแสงแดดยามเช้าส่องเข้ามา
ความสว่างจะช่วยปลุกให้เราตื่นได้เป็นอย่างดี
5. ลุกขึ้นนั่ง และขยับตัว
หากเริ่มต้นจากการลุกขึ้นนั่งแล้วสูดลมหายใจลึก ๆ 3-4 ครั้ง ลองขยับแขน แกว่งขา
เพื่อปลุกร่างกายให้รู้สึกสดชื่น เป็นวิธีที่จะช่วยให้ตื่นอย่างเต็มที่
7. หาน้ำดื่มทันที
เมื่อลุกจากเตียงได้แล้ว ให้รีบตรงไปที่ห้องครัว จากนั้นรินน้ำมาดื่มประมาณ 1 แก้ว
วิธีนี้นอกจากจะช่วยปลุกให้คุณสดชื่น สมองตื่นตัวแล้ว

ยังเป็นประโยชน์ต่อร่างกายหลายประการอีกด้วย ทั้งช่วยเรื่องระบบขับถ่าย
เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว และอื่นๆ อีกมากมาย
8. เข้านอนให้เร็วขึ้น
คงจะไม่มีวิธีไหนที่ดีไปกว่าการทำให้ร่างกายได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ
เพราะจำทำให้สมองและระบบภายในต่างๆ ตื่นตัวและทำงานตามปกติได้ง่ายขึ้น
หากคุณเป็นคนนอนดึกเป็นประจำ ก็ควรปรับเวลานอนใหม่ให้เร็วขึ้นกว่าเดิมสัก 30
นาที เพราะหากนอนดึกตื่นเช้าติดกันบ่อยๆ อาจยิ่งทำให้คุณรู้สึกเพลียมากกว่าปกติ…

Read More

กลิ่นเท้าเหม็นไม่ใช่เรื่องตลก ขอแก้ด้วย 2 วิธี

เรื่องเท้าเหม็นเป็นอะไรที่อี๋มาก ยิ่งใครเล่นกีฬาเสร็จใหม่ๆ แล้วมาถอดถุงเท้ารองเท้าในห้องแอร์นะ ห้องแทบแตก
อีกอย่างเท้าเหม็นไม่ใช่สไตล์ ถึงจะเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นกับใครๆ ก็ได้ แต่นี่เป็นปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างถูกวิธี
ลองไปดู 2 สเต็ปเหล่านี้ที่เรานำมาฝากกัน
จัดการกับเท้าเราก่อน
รักษาความสะอาดเป็นพิเศษกว่าที่เคย ให้ล้างน้ำ ถูสบู่ แล้วขัดถูทุกซอกมุม อาจใช้หินขัดเท้าร่วมด้วย
เช็ดเท้าให้แห้งทุกครั้งที่ล้างเท้า หมั่นทาครีมบำรุงผิวเท้าหรือวาสลีนเพื่อให้เท้านุ่มชุ่มชื้น
ไม่ใส่ถุงเท้า รองเท้า ขณะที่ครีมบำรุงยังชุ่มอยู่ เพราะจะยิ่งเป็นการเพิ่มความอับชื้น
รักษาเท้าให้แห้งอยู่เสมอ
ถ้าเท้าเปียกชื้นให้หาแป้งฝุ่นหรือผงดับกลิ่นเท้ามาทาให้ทั่ว ก่อนใส่ถุงเท้าเพราะจะช่วยดูดซึมความชื้นได้ดี
สเปรย์สมุนไพร สเปรย์ระงับกลิ่นเท้าก็ช่วยได้ สปาเท้าด้วยสูตรจากธรรมชาติ เช่น แช่เท้าในน้ำที่ใส่สารส้มแบบก้อน
ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที หรือด่างทับทิมผสมน้ำอุ่น
ระหว่างที่แช่เท้าก็ขัดถูเท้าไปด้วย นอกเหนือจากนี้ก็มีเบคกิ้งโซดาผสมน้ำพอข้น
หรือน้ำส้มสายชู 1/3 ถ้วยต่อน้ำอุ่น 1 กะละมังเล็ก ก็สามารถนำมาผสมกับน้ำแล้วแช่เท้าได้เหมือนกัน
น้ำยาเดทตอล หรือน้ำยาบ้วนปากก็นำมาผสมน้ำแช่เท้าได้ ให้ใช้ประมาณ 2-3 ฝา
ผสมกับน้ำ ระหว่างที่แช่เท้าก็ใช้แปรงทำความสะอาดขัดไปด้วย
เมื่อใช้เป็นประจำก็จะช่วยฆ่าเชื้อโรคได้ดี อีกทั้งยังลดปัญหาเท้าเหม็นได้อีกด้วย
ถุงเท้า จัดการยังไง
ซักถุงเท้าให้สะอาดอยู่สม่ำเสมอ ไม่นำถุงเท้าที่ใส่แล้วมาใส่ซ้ำอีกรอบ
นอกจากนี้ต้องตากถุงเท้าให้แห้ง
เพราะแบคทีเรียที่สะสมจะเป็นตัวการการเกิดกลิ่นเหม็น
และถ้าพอมีเวลาให้นำถุงเท้าไปแช่น้ำอุ่นหรือน้ำผสมผักซักฟอกก่อนซัก 30 นาทีเพื่อฆ่าเชื้อโรค
เลือกถุงเท้าที่เป็นผ้าฝ้าย 100% เพราะจะช่วยระบายอากาศได้ดี
สวมใส่ถุงเท้าที่ขนาดพอเหมาะ ไม่คับจนเกินไป เพราะทำให้ระบายอากาศได้น้อย
หากต้องสวมใส่รองเท้ากีฬา หรือรองเท้าหุ้มส้นที่ปิดหัวปิดท้าย ควรสวมใส่ถุงเท้าด้วยทุกครั้ง
เมื่อนั่งทำงานอยู่ในออฟฟิศ ให้ถอดถุงเท้า รองเท้าออก เพื่อลดกลิ่นอับชื้น…

Read More

กระสัง ต้นเล็ก เบรกมะเร็งอยู่

กระสัง เป็นพืชที่จัดอยู่ในวงศ์พริกไทย และมีชื่อท้องถิ่นอื่นๆว่า ผักราชวงศ์ (แม่ฮ่องสอน), ผักกูด (เพชรบุรี), ผักสังเขา
(สุราษฎร์ธานี), ผักฮากกล้วย (ภาคเหนือ), ผักกระสัง (ภาคกลาง),ชากรูด (ภาคใต้), ตาฉี่โพ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) เป็นต้น
โดยลักษณะของ กระสัง จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุก ลำต้นเปราะหักง่าย มีความสูงได้ประมาณ 15-30 เซนติเมตร
ลำต้นและใบเป็นสีเขียวอวบน้ำ ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด พบขึ้นทั่วไปในเขตร้อนทั่วโลก
ซึ่งในประเทศไทยพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศ โดยมักขึ้นในแปลงผัก ตามสวน และตามสนามหญ้าทั่วไป
จะเรียกว่าวัชพืชชนิดหนึ่งก็ได้ เพราะขึ้นง่ายตายยาก หากจะกำจัดทิ้งต้องถอนรากถอนโคน หรือการใช้สารเคมีต่างๆ
อย่างไรก็ตาม แม้หลายคนจะคิดว่า กระสัง เป็นพืชที่ควรกำจัดทิ้ง แต่ความจริงแล้วพืชชนิดนี้มีสรรพคุณที่คาดไม่ถึงแฝงอยู่
นั่นคือมีฤทธิ์ต้านมะเร็ง เชื้อแบคทีเรีย ต้านการอักเสบ แก้อาการปวด และไม่มีพิษภัย
ขณะเดียวกัน กระสัง มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและมีวิตามินสูง โดยเฉพาะเบต้าแคโรทีนที่มีอยู่เยอะ แถมสำนักงานข้อมูลสมุนไพร
คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ยังได้ทำการวิจัยพบว่า กระสัง มีฤทธิ์เสริมสร้าง และซ่อมแซมกระดูกส่วนที่สึกหรอได้
นอกจากนี้ กระสัง ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง และถูกจัดว่าเป็นผักต้านมะเร็งชนิดหนึ่ง
ขณะที่น้ำคั้นจากใบใช้ทารักษาสิว ทำให้สิวยุบเร็วขึ้น โดยในสมัยก่อนสาวๆ ใช้น้ำต้มจากผักชนิดนี้นำมาล้างหน้าบ่อยๆ
เพื่อเป็นการบำรุงผิว และทำให้ผิวหน้าสดใสอีกด้วย เท่านั้นไม่พอ ยังมีการใช้ กระสัง เป็นยาสระผม
โดยนำใบมาขยำกับน้ำแล้วชโลมศีรษะให้ศีรษะเย็น เพื่อช่วยป้องกันผมร่วง และทำให้ผมนุ่ม
เพราะผักชนิดนี้มีธาตุอาหาร มีความเป็นกรดอ่อนๆ และมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ ต้านเชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย
ซึ่งปัจจุบันมีการนำสมุนไพรชนิดนี้ไปผลิตเป็นสารสกัดเพื่อจำหน่ายในต่างประเทศ
ส่วน กระสัง ในประเทศอื่นๆ อย่าง ตรินิแดด นิยมใช้สมุนไพรชนิดนี้เป็นยาเย็นสำหรับเด็ก
ในบราซิลจะใช้สมุนไพรชนิดนี้เพื่อลดคอเลสเตอรอล ในมาเลเซียเชื่อว่า การรับประทานผักกระสังจะสามารถช่วยรักษาโรคตาและต้อ
ขณะที่ในกียานา จะใช้ผักกระสังเป็นยาขับปัสสาวะ ลดไข่ขาวในปัสสาวะ และในแถบแอมะซอนจะใช้เป็นยาขับปัสสาวะ หล่อลื่น
แก้หัวใจเต้นผิดปกติ ปิดท้ายที่ กระสัง ในฟิลิปปินส์
นำมาต้มกินเพื่อรักษาโรคเกาต์ อาการปวดข้อ และข้ออักเสบ
โดยการนำผักกระสังต้นยาวสัก 20 เซนติเมตร นำมาต้มกับน้ำ 2แก้ว ให้เหลือประมาณ 1 แก้ว ใช้แบ่งรับประทานครั้งละครึ่งแก้ว
เช้าและเย็น นอกจากนี้ ชาวฟิลิปปินส์ยังใช้ทั้งต้นสดนำมาบดประคบฝีหรือตุ่มหนองและโรคผิวหนังอื่นๆ
ซึ่งจากการศึกษาสมัยใหม่พบว่าผักชนิดนี้มีฤทธิ์ต้านการอักเสบและต้านแบคทีเรียได้หลายชนิด ทั้งยังมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆซึ่งจะช่วยกำจัดเนื้อตาย ทำให้ฝีแตกได้โดยง่าย…

Read More

ทำความรู้จักกับโรคเลือดออกง่าย หรือโรคฮีโมฟีเลีย

หลายคนคงจะเคยได้ยินเกี่ยวกับอาการเลือดออกง่ายกันมาแล้ว
มันคือโรคชนิดหนึ่งที่ทำให้การใช้ชีวิตของผู้ป่วยค่อนข้างจะยากลำบาก
ชื่อโรคของมันก็คือฮีโมฟีเลีย ถ้าใครที่ยังไม่เคยทำความรู้จักกับมันก็ลองมาเรียนรู้ศึกษากันดู
โรคฮีโมฟีเลียนั้นก็คือโรคที่จะทำให้ผู้ป่วยเลือดออกง่าย
เมื่ออกแล้วก็จะหยุดยากแห้งยาก โรคนี้เป็นเรื้อรังไปตลอดชีวิต
โดยมันสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ชนิด ได้แก่ ฮีโมฟีเลีย เอ
ชนิดนี้จะพบได้บ่อยที่สุด, ฮีโมฟีเลีย บี ชนิดนี้พบได้รองลงงมา และ ฮีโมฟีเลีย ซี ซึ่งพบได้น้อย
โดยหากมีการฉีกขาดของหลอดเลือดขึ้นมาแล้วจะไม่สามารถเกิดลิ่มเลือดขึ้นมาเพื่ออุดรอยที่ฉีกขาดได้
สำหรับชนิดต่างๆ ของโรคฮีโมฟีเลียที่พบได้บ่อยๆ
ในประเทศไทยนั้นจะเป็นชนิดเอและบี โดยเป็นการถ่ายทอดผ่านทางพันธุกรรม ซึ่งพบในเด็กที่เป็นผู้ชายเท่านั้น
ขณะที่ผู้หญิงนั้นถ้าหากว่ามียีนที่ผิดปกติก็จะเป็นเพียงพาหะของโรคเฉยๆ
สำหรับสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคฮีโมฟีเลียนั้นก็เกิดมาจากความผิดปกติของยีน
ซึ่งยีนตัวนี้จะคอยควบคุมการสร้างปัจจัยให้เกิดการแข็งตัวของเลือด นั้นก็คือ
แฟ็คตอร์ VIII, IX และ XI นั่นเอง มันเป็นการถ่ายทอดผ่านทางพันธุกรรมแบบ เอ็กซ์ลิงค์
ขณะที่ผู้ป่วยฮีโมฟีเลียจำนวนหนึ่งก็มาจากครอบครัวไม่มีใครในครอบครัวเลยที่มี
อาการของโรค ในส่วนนี้จะเกิดมาจากการกลายพันธุ์
สำหรับอาการของโรคฮีโมฟีเลีย ในทารกที่คลอดตามปกตินั้นมักจะไม่มีอาการใดๆ
ในวัยที่แรกเกิด ขณะที่บางรายอาจจะมีรอยจ้ำเขียวตามลำตัวหรือว่าแขนขา
ขณะที่ทารกที่คลอดด้วยการใช้หัตการต่างๆ เช่นใช้เครื่องดูดหรือว่าใช้คีม
มักจะมีเลือดออกที่ใต้ผิวหนังที่ศีรษะอาการเลือดออกนี้สามารถรุนแรงจนถึงขั้นตัวซีดได้เลย
สำหรับอาการโดยทั่วไปของฮีโมฟีเลียในวัยที่โตขึ้นมาก็คือเลือดจะไหลอย่างยาวนาน
และห้ามเลือดได้ยากเมื่อเกิดเหตุให้ต้องสูญเสียเลือด
เนื่องจากเลือดไม่สามารถที่จะแข็งตัวได้ โดยความรุนแรงของอาการนั้นก็ขึ้นอยู่กับชนิดของโรคด้วย
รวมไปถึงปริมาณของโปรตีนที่ใช้จับลิ่มเลือด ซึ่งนี่จะเป็นสารที่ทำให้เลือดแข็งตัว
สัญญาณที่บ่งบอกว่าเป็นโรคฮีโมฟีเลียนั้นสามารถสังเกตได้ตามนี้
อย่างแรกก็คือเลือดออกมากแบบผิดปกติเมื่อมีดบาด, ผ่าตัด ฯลฯ
มีรอยฟกช้ำทั่วร่างกาย เมื่อให้วัคซีนแล้วเลือดออกผิดปกติ
มีอาการเลือดกำเดาไหลแบบไร้สาเหตุ ถ่ายเป็นเลือด หรือว่าปวดตึงที่ข้อต่อ
อาการเหล่านี้ล้วนเป็นสัญญาณที่ชี้ว่าอาจเป็นโรคฮีโมฟีเลียได้
สำหรับการรักษาโรคนี้ ไม่สามารถที่จะรักษาให้หายขาดได้
แต่ก็สามารถทำให้ผู้ป่วยสามารถมีความสุขกับการใช้ชีวิตในระยะยาวได้
โดยจะใช้การฉีดฮอร์โมนที่ช่วยให้ร่างกายผลิตโปรตีนจับลิ่มเลือด
นอกจากนี้ก็มีแนวทางการปฏิบัติตัวต่างๆ ที่เหมาะสมตามคำแนะนำของแพทย์…

Read More

การะเกด ไม้พุ่มประโยชน์เยอะ

การะเกด เป็นพืชที่จัดอยู่ในวงศ์เตยทะเล มีชื่อท้องถิ่นอื่น ว่า
การะเกดด่าง ลำเจียกหนู (กรุงเทพมหานคร) หรือ เตยด่าง
เตยหอม (ภาคกลาง) เป็นต้น ซึ่ง การะเกด
ที่เราจะกล่าวถึงในบทความนี้ เป็นพรรณไม้คนละชนิดกันกับ
เตยทะเล
โดย การะเกด จัดเป็นพรรณไม้พุ่มกึ่งไม้ยืนต้น
ลำต้นมักแตกกิ่งก้านสาขา มีรูปทรงคล้ายต้นเตย สูงได้ประมาณ 3-
7 เมตร มีรากอากาศค่อนข้างยาวและใหญ่
มีเขตการกระจายพันธุ์ในแถบมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน
และนำไปปลูกกันทั่วไป เพราะชอบขึ้นในที่ชื้นแฉะหรือริมน้ำ
ดินทรายชายทะเล ลำห้วย ริมลำธาร
อีกทั้งยังสามารถพบขึ้นได้ตามชายหาดและพื้นที่ใกล้ชายฝั่ง
ส่วน ดอกการะเกด จะเป็นแบบแยกเพศอยู่ต่างต้นกัน
ดอกจะออกที่ปลายยอด และมีจำนวนมาก ติดอยู่บนแกนช่อ
ดอกจะไม่มีกลีบเลี้ยงและกลีบดอก
โดยช่อดอกเพศผู้จะมีลักษณะตั้งตรง ยาวได้ประมาณ 25-60
เซนติเมตร มีกาบสีนวลหุ้ม มีกลิ่นหอม
เกสรเพศผู้จะติดรวมอยู่บนก้าน ซึ่งยาวประมาณ 0.8-2 เซนติเมตร
ขณะที่ช่อดอกเพศเมียนั้น จะมีลักษณะค่อนข้างกลม
ประกอบไปด้วยเกสรเพศเมียเชื่อมติดกัน 3-5 อัน
เป็นกลุ่มประมาณ 5-12 กลุ่ม
ในแต่ละกลุ่มจะมีขนาดกว้างประมาณ 2-5 เซนติเมตร
และยาวประมาณ 3-7 เซนติเมตร
ที่ปลายมีลักษณะหยักตื้นเป็นร่องระหว่างยอดเกสรเพศเมีย
และจะเรียงกันเป็นวง
ด้าน ผลการะเกด ลักษณะจะเบียดกันแน่นเป็นก้อนกลม
มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 10-20 เซนติเมตร
แต่ละผลมีขนาดกว้างประมาณ 2-6.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ
4-7.5 เซนติเมตร เมื่อสุกจะมีกลิ่นหอม โคนสีเหลือง
ตรงกลางเป็นสีแดง ส่วนตรงปลายยอดเป็นสีน้ำตาลอมเหลือง
ผลที่สุกแล้วจะมีโพรงอากาศจำนวนมาก

ซึ่งสรรพคุณของผลการะเกดที่แก่จัด (ผิวผลเป็นสีแดง)
สามารถนำมารับประทานได้ จะมีรสชาติคล้ายสับปะรด
ขณะที่ดอกก็ใช้รับประทานได้ แต่มีรสขมเล็กน้อย
คนจึงนิยมใช้ปรุงเป็นยาหอม ทำให้ชุ่มชื่นหัวใจ
ใช้เป็นยาแก้โรคในอก เจ็บอก เจ็บคอ แก้เสมหะ บำรุงหัวใจ
และบำรุงธาตุ
หรือยอดใช้ต้มกับน้ำให้สตรีดื่มตอนหลังคลอดบุตรใหม่ๆ
นอกจากนี้ ดอกการะเกด
ยังสามารถนำมาใช้อบกลิ่นเสื้อผ้าให้หอม
สตรีโบราณนิยมนำมาใส่หีบ เพื่ออบกลิ่นเสื้อผ้าให้หอม
หรือใช้ดอกเคี่ยวกับน้ำมันมะพร้าวหรือมันหมู
แล้วปรุงเป็นน้ำมันใส่ผม ซึ่งในสมัยก่อนนิยมใช้กันมาก
ปิดท้ายที่ ใบการะเกด สามารถนำมาใช้ในงานจักสาน
ทำเป็นเครื่องมือใช้สอยต่างๆ ได้ดีและสวยงาม เช่น กระสอบ เสื่อ
หมวก กระเป๋า ฯลฯ จึงถือเป็นวัตถุดิบของงานหัตถกรรมที่ดี
และหาได้ง่ายในท้องถิ่น
ดังนั้น
ใครที่กำลังหาพรรรไม้ไว้ประดับบ้านและใช้สอยประโยชน์
การะเกด คือตัวเลือกที่ทรงคุณค่า
แถมยังเป็นไม้ที่มีรูปทรงเฉพาะตัวที่สวยงามแปลกตา
ดอกมีกลิ่นหอม ปลูกเลี้ยงได้ง่าย มีความทนทาน อายุยืนยาว
และหาพันธุ์ปลูกได้ง่ายในประเทศไทย…

Read More

เสลดพังพอนตัวผู้ สมุนไพรไทยต้านพิษงูเห่า

เสลดพังพอน หรือ เสลดพังพอนตัวผู้ เป็นพืชที่จัดอยู่ในวงศ์เหงือกปลาหมอ มีชื่อเรียกอื่นว่า พิมเสนต้น
(ภาคกลาง), ก้านชั่ง (ภาคตะวันตกเฉียงเหนือ), คันชั่ง (ตาก),ลิ้นงูเห่า (กรุงเทพ), อังกาบ (ไทย), ฉิกแชเกี่ยม
ฮวยเฮียะแกโต่วเกียง (จีน) เป็นต้น
ลักษณะของ เสลดพังพอน จัดเป็นพรรณไม้พุ่ม
แตกกิ่งก้านสาขามาก มีความสูงได้ประมาณ 1-2 เมตร
ลำต้นเป็นสีน้ำตาลอมเขียว ส่วนกิ่งและก้านเป็นสีน้ำตาลแดง
ตามข้อของลำต้นและโคนก้านใบมีหนามแหลมคมและยาว ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด
เป็นพรรณไม้กลางแจ้งที่เจริญเติบโตได้ดีในดินที่ร่วนซุยและมีความชุ่มชื้น ในประเทศไทยสามารถพบได้ทั่วไป
ส่วน ใบเสลดพังพอน เป็นใบเดี่ยว ออกตรงข้ามกันเป็นคู่ ลักษณะของใบเป็นรูปรียาว ปลายใบแหลม โคนใบสอบ
ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 2.5 เซนติเมตร
และยาวประมาณ 5-7 เซนติเมตร ผิวใบเกลี้ยง
พื้นใบเป็นสีเขียวเข้มและเป็นมัน เส้นใบและก้านเป็นสีแดง ก้านใบสั้น ยาวได้ประมาณ 5 มิลลิเมตร
และโคนก้านมีหนามแหลม 1 คู่ โค้งงอ ยาวประมาณ 1-2 เซนติเมตร สีม่วงชี้ลง
ขณะที่ ดอกเสลดพังพอน ออกดอกเป็นช่อตั้ง โดยจะออกที่ปลายยอด
ช่อดอกอ่อนจะมองเห็นใบประดับรูปกลมรีขนาดประมาณ 1-2 เซนติเมตร หุ้มดอกไว้ภายใน
ดอกจะมีใบประดับขนาดใหญ่เรียงกันเป็นรูปทรงกระบอกสีเขียว ปลายใบประดับเป็นสีม่วง
หรือทั้งใบประดับเป็นสีแดงอมเขียวหรือสีม่วงอมน้ำตาล รูปไข่เกือบกลม
โดยสรรพคุณของเสลดพังพอน ใบมีรสจืดเย็น ใช้เป็นยาทะลวงลมปราณ แก้โรคเบาหวาน รักษาโรคคางทูม
ช่วยถอนพิษไข้ พิษไข้ทรพิษ แก้ปวดฟัน เหงือกบวม แก้ริดสีดวงทวาร
ชาวปะหล่องจะใช้ใบนำมาต้มกับน้ำกินเป็นยาช่วยลดอาการจากไข้มาลาเรีย (มีรสขมมาก)
ส่วนตำรายาไทยจะใช้ต้มกับน้ำกินเป็นยาทำให้เลือดไหลเวียนได้ดี
แต่จะนิยมใช้ใบสดนำมาตำให้ละเอียดผสมกับเหล้าแล้วคั้นเอาน้ำ
ดื่ม กากเอามาพอกหรือทาเป็นยาแก้ลมพิษ รักษาเม็ดผื่นคันตามผิวหนัง แก้ไฟลามทุ่ง แก้ขยุ้มตีนหมา
แก้โรคเริม แก้เริมบริเวณผิวหนัง งูสวัด นอกจากนี้ ใบเสดลพังพอน ยังช่วยถอนพิษจากเม็ดตุ่มฝีดาษ
รักษาโรคฝีดาษ แก้ฝีที่ฝ่ามือ แก้แผลกลาย เป็นยาถอนพิษ
แก้พิษงูกัด พิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย เช่น แมงป่อง ตะขาบ ผึ้ง
งูเห่า หรือช่วยถอนพิษอักเสบจากแมลงสัตว์กัดต่อย อย่างไรก็ตาม ส่วนรากเสลดพังพอน มีรสจืด
ใช้เป็นยาแก้ตาเหลือง หน้าเหลือง เมื่อยตัว กินข้าวไม่ได้
แก้อาการเจ็บท้อง แก้ผิดอาหาร แก้ปวดฟัน ใช้ฝนกับเหล้าดื่ม
และทาแก้พิษงู ถอนพิษตะขาบ แมงป่อง แมลงสัตว์กัดต่อย
กระนั้นสรรพคุณที่เจ๋งที่สุด คือ ใช้เป็นยาแก้พิษจากงูเห่ากัด โดยใช้ตำพอกปากแผลส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งใช้ผสมกับเหล้ากิน
เพื่อเป็นการช่วยยืดเวลาก่อนที่จะไปหาหมอ เช่นเดียวกับ ชาวเมี่ยน ที่นิยมปลูกต้นเสลดพังพอนเป็นแนวรั้วเอาไว้ป้องกันงู…

Read More

ออกกำลังกายแบบนี้…สู้โรคได้สบาย

เราสามารถเลือกวิธีการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับเป้าหมาย และความต้องการของตนเองได้ โดยการออกกำลังกายทั้ง 3 ประเภทมีดังนี้
1. การออกกำลังกายเพื่อความสมบูรณ์แข็งแรงของระบบหัวใจและหลอดเลือด (Cardiorespiratory Exercise) การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อมัดใหญ่ที่เป็นจังหวะซ้ำๆ เช่น
การเดิน วิ่งเหยาะ ปั่นจักรยาน เต้นแอโรบิก เป็นต้น ซึ่งการออกกำลังกายประเภทนี้จะเน้นความแข็งแรงของปอด หัวใจและหลอดเลือด เพราะว่าระบบของร่างกายจะต้องส่งออกซิเจนไปสู้กล้ามเนื้อให้เพียงพอ
เพราะฉะนั้นการออกกำลังกายประเภทนี้จึงช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบลงได้ ที่สำคัญสามารถนำไขมันมาเผาผลาญได้ดีกว่าคนที่ไม่ออกกำลังกายเลย
2. การออกกำลังกายเพื่อความแข็งแรงและความทนทานของกล้ามเนื้อ (Resistance Exercise) การออกกำลังกายประเภทนี้จะเป็นการเคลื่อนไหวร่างกาย โดยอาศัยแรงต้านจากน้ำหนักร่างกาย เช่น
ดันพื้น ดึงข้อ ลุกนั่ง หรืออาจใช้อุปกรณ์ต่างๆ เช่น ดัมเบล ยางยืด เป็นต้น ทำให้มีกล้ามเนื้อมากขึ้น การใช้พลังงานและมีการเผาผลาญมากยิ่งขึ้น แต่หากคุณนั้นเป็นโรคความดันโลหิตสูง การจะออกกำลังกายแบบนี้ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์ เพราะอาจเกิดอันตรายได้
3. การออกกำลังกายเพื่อความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ (Flexibility Exercise) การออกกำลังกายแบบนี้คือ การเหยียดกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ เอ็น และตามข้อต่อต่างๆ
ทำให้เกิดความยืดหยุ่นและช่วยให้ร่างกายเคลื่อนไหวได้สะดวก ลดการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อและข้อต่อ การออกกำลังกายที่นิยมกันคือ โยคะ และควรทำภายหลังการอบอุ่นร่างกาย ควรยืดเหยียดให้ถึงสภาวะที่กล้ามเนื้อตึงกำลังดี และไม่ควรหักโหมเกินไป
แต่ถ้าจะให้การออกกำลังกายได้ผลดี ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยใช้หลักการผัก 2 เนื้อ 1 แป้ง 1 เพื่อให้เกิดความสมดุลของพลังงาน หรืออาจใช้หลัก Talk Test
คือ รู้สึกค่อนข้างเหนื่อย หายใจเร็วขึ้นกว่าปกติแต่ไม่ถึงกับหอบ และยังพอพูดโต้ตอบได้ โดยให้ทำครั้งละ 10 นาทีต่อเนื่องกันไป และทำให้ได้ยอดรวมอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์…

Read More