5 โรคร้ายที่วัยคุณพ่อมีความเสี่ยงที่จะเป็น

ผู้ชายที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป ฮอร์โมนเพศจะค่อยๆลดลง
ทำให้ร่างกายเกิดอาการผิดปกติ ถึงแม้ว่าข้างนอกจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงก็ตาม
หากไม่เชื่อคุณก็ลองกลับไปสังเกตุสุขภาพโดยรวมของคุณพ่อได้
ดังนั้นวันนี้เราจึงได้รวบรวม 5 โรคร้ายที่วัยคุณพ่อมีความเสี่ยงที่จะเป็นมาฝากกัน

1. โรคเบาหวาน อาการเบื้องต้น คือ เหนื่อยง่ายผิดปกติ
แน่นหน้าอก ปวดกระดูก ใจสั่น ตาเป็นต้อ และก็น้ำหนักลดผิดปกติ
ซึ่งถ้าหากไม่เป็นโรคเบาหวานก็อาจจะเป็นโรคความดันโลหิตสูงหรือโรคอ้วนได้

2. โรคความดันเลือดสูง อาการพื้นฐาน คือ มีลักษณะอาการปวดหัวบ่อยๆตามัว
รวมทั้งหน้ามืดเป็นประจำ โรคความดันเลือดสูงเป็นโรคที่อันตรายอย่างยิ่ง
เพราะบางทีอาจส่งผลให้เกิดอาการที่เป็นอันตรายต่อชีวิตได้ เช่น เส้นเลือดฝอยในสมองแตก ฯลฯ

3. โรคหัวใจ และเส้นเลือดหัวใจตีบ หากคุณรู้สึกแน่นหน้าอก
เหมือนโดนอะไรบีบอย่างเฉียบพลัน เป็นไข้ ปวดบวมตามข้อ
และก็สมรรถภาพทางเพศลดลง ขอให้สันนิษฐานไว้ได้เลยว่าอาจจะเป็นโรคโรคหัวใจหรือโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ

4. โรคต่อมลูกหมากโต อาการเบื้องต้นของโรคนี้ คือ ปวดแสบขณะปัสสาวะ
ปัสสาวะกะปริดกะปรอย ปวดปัสสาวะบ่อย
หรือบางทีอาจจะปวดปัสสาวะแต่ว่าปัสสาวะไม่ออก หรือปัสสาวะไม่สุด

5. โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก อาการแรกเริ่มของโรคนี้จะมีลักษณะคล้ายๆ
กับโรคต่อมลูกหมากโต แต่อาการจะร้ายแรงกว่า
เนื่องจากเชื้อมะเร็งลุกลามไปจนถึงต่อมน้ำเหลืองแล้ว ทำให้อวัยวะต่างๆถูกทำลาย
โดยคุณสามารถหลีกเลี่ยงการเกิดโรคดังกล่าวได้
ด้วยการหลีกเลี่ยงการทานอาหารที่มีไขมันสูง ทานผักและผลไม้ให้มากขึ้น และไม่ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์

ดังนั้นวันพ่อปีนี้ก็ให้ของขวัญพ่อด้วยการพาไปตรวจสุขภาพร่างกายประจำปีกันเลยดีกว่า
เพราะว่าโรคบางโรคหากตรวจเจอได้เร็วก็สามารถรักษาหายได้ แล้วก็ที่สำคัญอย่าลืมบอกรักพ่อด้วยนะ…

Read More

ผิวสวยใสเป็นธรรมชาติด้วยการกิน 3 อย่างนี้ !

ผิวที่ดี คือ ผิวที่ดูสดใส มีน้ำมีนวล มีความชุ่มชื้นดูสุขภาพดีการมีผิวที่ดูสุขภาพดี
คงจะเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่คุณผู้หญิงหลายคนต้องการจะมี ไม่มีจะเป็นการบำรุงด้วยครีมที่ดีแพงๆ
หรือทานอาหารเสริมต่างๆแต่บางคนก็ไม่เห็นผลเท่าไร วันนี้เราขอเสนอ 3 สิ่ง
จากธรรมชาติที่ท่านแล้วผิวของสาวๆจะขาวใสอย่างเป็นธรรมชาติ จะมีอะไรบ้างเราไปดูพร้อมๆกันเลยจ้า

1. ชาขิง สำหรับใครที่ชอบดื่มชาบ่อยๆ พวกเราขอแนะนำอีกหนึ่งชา
นั้นก็คือชาขิง ที่มีสรรพคุณช่วยให้ผิวเปล่งปลัง ขับเหงื่อ
แล้วก็สิ่งสกปรกออกจากชั้นผิวหนังของคุณ ทำให้ชั้นผิวต่างๆ
ทำงานได้ดีขึ้นและทำให้ผิวใสช่วยในการผลัดเซลล์ผิว กระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่
ขัดล้างเซลล์ผิวเก่าออกไป สำหรับคนที่ไม่ชอบทานเผ็ด แนะนำให้เติมมะนาวหั่นสไลด์บางๆ
ลงไปในถ้วยน้ำขิงสัก 2-3 ชิ้น จะช่วยทำให้รสชาติดียิ่งขึ้น

2. แครอท เป็นผักที่มีคุณค่าทางโภชนาการอย่างมาก
อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระและวิตามินเอ
ที่จะช่วยบำรุงให้ผิวของคุณดูอ่อนเยาว์อยู่เสมอ
แถมยังช่วยล้างพิษในร่างกายที่เป็นต้นเหตุทำให้ผิวหมองได้อีก
แถมยับยั้งไม่ให้เกิดสิวใหม่ด้วยนะ

3. น้ำมะพร้าว ถือว่าเป็นความมหัศจรรย์ ช่วยแก้ร้อน ให้ความสดชื่น
รวมทั้งยังมีฮอร์โมนเอสโตรเจน ที่เป็นส่วนสำคัญต่อการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน
ที่จะทำให้ผิวกระชับ ยืดหยุ่น
ชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัยทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งและขาวนวลจากภายในสู่ภายนอก
อีกทั้งยังช่วยขับของเสียหรือสารพิษออกจากร่างกาย คล้ายกับการทำดีท็อกซ์…

Read More

ร่างกายมีโอกาสได้รับสารพิษในผัก หากล้างผักไม่ดี!!

สารพิษในผัก
1. เชื้อแบคทีเรีย
ปัญหาที่เชื้อแบคทีเรียหรือตัวเชื้อโรคปนเปื้อนลงในผักนั้น
อาจเกิดมาจากขั้นตอนการผลิต การขนส่ง การเก็บ การปรุง และการจำหน่าย
ที่ไม่ถูกสุขลักษณะ ตัวอย่างเช่น การขนส่งผักในบ้านเราทุกวันนี้
ผู้ขนส่งส่วนมากมิได้คำนึงถึงความสะอาดและความปลอดภัยต่อผู้บริโภค
นับตั้งแต่ภาชนะที่ใช้บรรจุ พาหนะที่ใช้ขนส่งไม่สะอาดเพียงพอ ไม่มีการปกปิด
ตลอดจนสุขวิทยาส่วนบุคคลของคนงานที่ไม่ถูกต้อง เช่น
มีอาการเจ็บป่วยหรือเป็นโรคติดต่อในขณะทำงาน
การขาดความสนใจในเรื่องความสะอาดของร่างกาย เป็นต้น
นอกจากนี้ยังมีสิ่งที่เราสามารถพบเห็นได้ทั่วไป คือ
การวางจำหน่ายผักบนพื้นดินที่มีผู้คนเดินผ่านไปผ่านมาจกสภาพต่างๆ เหล่านี้
เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เชื้อโรคปนเปื้อนในผักได้ทั้งโดยทางตรง หรือผ่านสื่อต่างๆ
เช่น ผู้สัมผัส ภาชนะอุปกรณ์ ตัวอาหาร สถานที่ รวมทั้งแมลงและสัตว์นำโรคต่างๆ

2. เชื้อไวรัส
ผักที่ล้างไม่สะอาดหรือมีแมลงวันตอม ก็อาจจะพบเชื้อไวรัส
ซึ่งเป็นเชื้อโรคที่มีขนาดเล็กที่สุดได้ ตัวอย่างเช่น โรคไขสันหลังอักเสบ (โปลิโอ)
โรคตับอักเสบ เป็นต้น

3. เชื้อรา
ผักบางชนิดจัดอยู่ในประเภทอาหารแห้งด้วย เช่น พริก หอม กระเทียม ฯลฯ
เมื่อได้รับความชื้นที่พอเหมาะ เชื้อราก็จะเจริญเติบโตได้ดี

และสร้างสารพิษที่เรียกว่าอะฟลาทอกซิน
ซึ่งไม่สามารถทำลายด้วยความร้อนขนาดหุงต้มได้
และหากเกิดการสะสมในร่างกายมากๆ ก็จะทำให้เป็นมะเร็งที่ตับได้

4. พยาธิ
เกษตรกรที่นิยมใช้อุจจาระสดเป็นปุ๋ยรดผักเพื่อให้ผักเจริญงอกงามดี
ถ้าอุจจาระสดนั้นมีไข่พยาธิปะปนอยู่ คนที่บริโภคผักที่ล้างไม่สะอาด หรือปรุงไม่สุก
ไข่พยาธิก็จะเจริญเป็นตัวอ่อนอยู่ในลำไส้เล็ก และเป็นตัวแก่อยู่ในลำไส้ใหญ่
ในที่สุดไข่พยาธิก็จะออกมากับอุจจาระอีก ตัวอย่างเช่น โรคพยาธิเส้นด้าย
พยาธิแส้ม้า พยาธิไส้เดือน เป็นต้น

5. ยาฆ่าแมลง
ทุกวันนี้เราบริโภคผักกันเป็นจำนวนมาก ทั้งในรูปของผักสด และผักแปรรูป เช่น
ทำเป็นผักดอง ตลอดจนบรรจุเป็นอาหารกระป๋องจำหน่ายเป็นสินค้าออกต่างประเทศ
ทำให้เกษตรกรที่ใช้ยาฆ่าแมลงปราบศัตรูพืชเก็บเกี่ยวผลผลิตของตนออกสู่ท้องตลาด
ก่อนถึงกำหนดวันเก็บ เพื่อให้ได้ราคาดีและทันต่อความต้องการของตลาด
เนื่องจากผักส่วนมากมีเนื้อเยื่ออ่อนมาก และมีน้ำอยู่ในลำต้นมาก
ซึ่งน้ำจะถูกระเหยออกทางใบ ดังนั้นพืชผักจึงรับเอาเชื้อโรคพืชต่างๆ
และสารพิษยาฆ่าแมลงไว้ในต้นได้ง่าย…

Read More

แบบไหนที่เรียกว่า “โรคไม่ชอบรูปร่างหน้าตาตัวเอง”

โรคไม่ชอบรูปร่างหน้าตาตัวเอง เป็นลักษณะการป่วยทางจิตเวชที่บางคนเป็นแต่ไม่รู้ตัว
ความน่าเป็นห่วงของโรคนี้คือถ้าหากไม่ได้รับการดูแลและรักษาที่ถูก
อาจทำให้เป็นโรคอื่นร่วมได้โดยเฉพาะโรคซึมเศร้า ซึ่งอาจนำไปสู่การฆ่าตัวตายในที่สุด
ก็เลยถือเป็นโรคที่มีความอันตรายและควรได้รับการรักษาที่ถูกวิธี
ที่สำคัญที่สุดทุกคนควรจะรู้จักกับโรคนี้เพื่อสังเกตตนเองและคนที่อยู่รอบข้าง
ก่อนที่อาการป่วยจะมีความร้ายแรงนำไปสู่อันตรายในอนาคต

โรคไม่ชอบรูปร่างหน้าตาตนเองเป็นยังไง?
โรครังเกียจรูปร่างหน้าตาตัวเอง หรือที่เรียกว่า Body Dysmorphic Disorder
คือความรู้สึกที่ไม่พึงพอใจในรูปร่างและก็ใบหน้าของตนเองเกินปกติ จัดอยู่ในกลุ่มโรคย้ำคิดย้ำทำ
คือมีอาการคิดบ่อยๆไม่พอใจ เปรียบเทียบกับคนอื่น และก็ มีพฤติกรรมทำซ้ำ ได้แก่ ส่องกระจกบ่อยๆ
ถามคนอื่นๆบ่อยๆด้วยความกังวล เป็นเวลาต่อเนื่องยาวนาน (โดยเฉลี่ย 3-8 ชั่วโมงต่อวัน)
กระทั่งส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน หรือส่งผลต่อการเรียนและงานการ
รวมทั้งอาจพบว่ามีการกระทำเพื่อเปลี่ยนแปลงตนเองรวมถึงการผ่าตัดศัลยกรรมบ่อยครั้ง
แต่ถึงอย่างนั้นภาวะของการไม่ชอบรูปร่างหน้าตาของตนเองก็ไม่ได้จัดเป็นโรคหรืออาการป่วยเสมอ
ทั้งนี้ต้องพิจารณาตามความถี่ของอาการแสดง อย่างพฤติกรรมการสังเกตรูปร่างหน้าตาตัวเอง
หากเป็นบ่อยครั้ง โดยเฉลี่ย 3-8 ชั่วโมงต่อวัน จึงเข้าข่ายเป็นโรค
บางทีอาจส่องกระจกตลอดทั้งวันจนถึงไม่เป็นอันทำงานหรือเรียนหนังสือ
มีความคิดค้างคาใจที่อยากจะเปลี่ยนแปลงตนเองอยู่ตลอดเวลา
มีการผ่าตัดศัลยกรรมซ้ำซาก ไม่เคยรู้สึกพึงพอใจในตนเองจนเป็นปัญหาต่อการดำเนินชีวิต
แบบนี้นับว่าเป็นอาการป่วยที่ควรจะได้รับการดูแลและรักษา แต่ว่าถ้าเป็นการดูตัวเองธรรมดา
ดูกระจกธรรมดา ทำศัลยกรรมบ้างเล็กน้อยก็รู้สึกพึงพอใจแล้ว
แบบนั้นนับว่าเป็นเรื่องธรรมดา ไม่จัดเป็นโรคและไม่จำเป็นต้องรักษา…

Read More

ระบบเผาผลาญเสื่อม ลดเท่าไหร่ก็ไม่ผอม ใช่หรือไม่?

ในบางรายที่ลดหุ่นบางทีอาจเคยเผชิญปัญหาน้ำหนักไม่ลดลงเลย
ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย หรือการควบคุมของกิน
นับเป็นปัญหาต่อการลดน้ำหนักที่สำคัญ ที่เป็นเช่นนั้นอาจเป็นเพราะ
“ระบบเผาผลาญเสื่อม” ที่หลายคนไม่เคยรู้ เป็นปัญหาที่เกิดจากในร่างกาย
แล้วก็เป็นเหตุหนึ่งทำให้การลดน้ำหนักล้มเหลว
โดยระบบเผาผลาญเสื่อมก็มีสาเหตุหลายอย่างด้วยกัน ทั้งแบบที่สามารถรักษาได้และก็รักษาไม่ได้

ทำความเข้าใจเกี่ยวกับระบบเผาผลาญของร่างกาย
โดยทั่วไปร่างกายมนุษย์เรามีการเผาผลาญตลอดเวลา แม้ในระหว่างนอนนิ่งๆ
อยู่กับที่ ร่างกายก็ยังมีการเผาผลาญไปด้วย เรียกว่า “อัตราการเผาผลาญพื้นฐาน”
โดยแต่ละบุคคลจะมีอัตราการเผาผลาญพื้นฐานแตกต่างกันออกไป
แล้วก็เมื่อร่างกายมีการทำกิจกรรมต่างๆหรือมีการใช้แรง เช่น เดิน พูดคุย
ร่างกายก็จะมีอัตราการเผาผลาญที่มากขึ้น
นอกจากนี้ในเวลาที่ร่างกายทำการย่อยอาหารแล้วก็ดูดซึมก็มีการเผาผลาญเกิดขึ้นเช่นกัน

อัตราการเผาผลาญของร่างกาย สามารถวัดได้หรือไม่?
อัตราการเผาผลาญของร่างกาย สามารถวัดได้
แต่ว่าจะทำในคนที่มีแนวโน้มว่าอาจมีปัญหาในเรื่องของระบบเผาผลาญที่ผิดปกติเพียงแค่นั้น
หรือใช้ในคนไข้ที่มีโรคบางโรคที่ทำให้คำนวณอัตราการเผาผลาญได้ไม่แม่นยำ
หรือใช้ในงานวิจัย ซึ่งต้องผ่านการพิจารณาจากแพทย์เฉพาะทาง อย่างเช่น
ผู้ที่พยายามลดหุ่นแต่ไม่เป็นผลสำเร็จ หรือในผู้ป่วยวิกฤติ
มีอาการบาดเจ็บสาหัส เช่น แผลไฟไหม้ แผลน้ำร้อนลวกขั้นรุนแรง ฯลฯ
โดยก่อนการวัด คนไข้ต้องเตรียมตัวมาก่อนเหมือนกับการเตรียมตัวก่อนเจาะเลือด เช่น การงดน้ำ งดอาหาร ฯลฯ

ขั้นตอนการวัดคือให้คนไข้นอนนิ่งๆเป็นเวลา 30 นาทีเพื่อวัดอัตราการใช้ออกซิเจนของคนไข้
แล้วก็อัตราการสร้างคาร์บอนไดออกไซด์ว่าสามารถสร้างได้มากแค่ไหน
ซึ่งจะบอกได้ว่าร่างกายมีอัตราการเผาผลาญพื้นฐานที่เท่าไร หรือเผาผลาญพลังงานได้กี่แคลอรี่…

Read More

ของกินที่คนวัยทองควรจะทาน

เพศหญิงจะเริ่มเข้าสู่วัยทองในตอนที่หมดประจำเดือน
แล้วก็เมื่อเข้าสู่วัยทองจะมีลักษณะอารมณ์แปรปรวน รำคาญง่าย
นอนยาก ร้อนวูบวาบ เหงื่อไหลไคลย้อยมาในเวลากลางคืน
รวมทั้งที่สำคัญมีลักษณะอาการหลงลืมร่วมด้วย
ซึ่งต้นเหตุที่ทำให้มีการเกิดอาการดังกล่าวเป็นฮอร์โมนภายในร่างกายไม่สมดุล
เพราะรังไข่หยุดทำงาน ด้วยเหตุนั้นถ้าเกิดไม่อยากมีลักษณะอาการดังกล่าวมาก็ควรจะกินอาหารต่อไปนี้ เพื่อเสริมให้ฮอร์โมนสมดุล

1. อาหารที่มีวิตามินอี สารอาหารบางประเภทที่มีอยู่ในวิตามินอีสามารถช่วยบรรเทาอาการร้อนวูบวาบได้
ซึ่งของกินที่มีวิตามินอีไม่น้อยเลยทีเดียวเป็น น้ำมันตับปลา น้ำมันจากพืช
รวมทั้งผลไม้ที่ผ่านกระบวนการสกัดเย็น เช่น น้ำมันอะโวคาโด แตงโม โสม ฯลฯ

2. หลายๆคนน่าจะรู้อยู่แล้วว่าเมื่อเริ่มไปสู่วัยทองจะมีลักษณะอาการอารมณ์เสียง่าย
อารมณ์แปรปรวน ด้วยเหตุนั้นจึงควรจำเป็นต้องอาหารของกินจำพวก โสม กล้วย ไข่
ปลาแซลมอน ข้าวกล้อง แล้วก็อัลมอนด์ อยู่เป็นประจำ เพราะมีสารที่ช่วยทำให้สภาวะอารมณ์กลับมาคงเดิมได้

3. ฮอร์โมนเอสโตรเจนเป็นฮอร์โมนเพศหญิงที่ร่างกายทำขึ้นมาเองตามธรรมชาติ
ซึ่งเมื่อเข้าสู่วัยทองฮอร์โมนเอสโตรเจนจะเริ่มค่อยๆหมดไป
รวมทั้งเมื่อร่างกายมีฮอร์โมนเอสโตรเจนไม่พอก็จะมีผลให้เกิดอาการต่างๆ
ของคนวัยทอง ดังนั้นพวกเราก็เลยขอแนะนำให้ทานของกินอย่างเช่น
แครอท น้ำเต้าหู้ น้ำมะพร้าว ข้าวสาลี และก็ธัญพืช เพื่อปรับระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนให้สมดุล

4. อีกหนึ่งสิ่งที่เสื่อมสภาพไปด้วยเมื่อเข้าสู่วัยทอง คือ กระดูก
ดังนั้นจึงคววรกินอาหารที่อุดมไปด้วยแคลเซียมอย่าง ลูกพรุน ลูกฟิกส์
ผักใบเขียว นมไขมันต่ำ หรือน้ำเต้าหู้ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับกระดูก

5. เมื่อร่างกายเริ่มเข้าสู่วัยทองก็จะทำให้มีโอกาสเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคร้ายต่างๆเช่น โรคเส้นเลือดหัวใจอุดตัน
โรคหัวใจ และโรคคลอเรสเตอรอลสูง จึงควรหมั่นทานผักผลไม้และสมุนไพรได้แก่
ชาเขียว ใบบัวบก ดอกคำฝอย ให้เป็นประจำ เพราะอาหารเหล่านี้มีสรรพคุณในการคลอเรสเตอรอลไม่ให้อุดตันได้…

Read More

5 สาเหตุจริงๆที่ทำให้คุณผมร่วง

ปกติแล้วผมของมนุษย์จะร่วงเฉลี่ยวันละ 100 – 150 เส้น
แล้วก็บางทีตอนที่คุณหวีผมนั้น ปริมาณเส้นผมที่ติดอยู่ในหวีมันดูเยอะมากมายจนคุณผวา
แต่ว่าไม่ต้องกลัวผมขาดหลุดล่วงในปริมาณนี้เป็นเรื่องปกติ
แต่มันจะกลายเป็นเรื่องน่าวิตกกังวล หากผมร่วงมากๆจนทำให้ผมบาง
แล้วก็ถ้าเกิดปล่อยไว้นานๆระวังหัวจะล้านตั้งแต่ยังไม่แก่
วันนี้พวกเราจะมาเปิดเผย 6 สาเหตุจริงๆที่ทำให้คุณผมร่วงมากผิดปกติ
1. รักษาความสะอาด การที่เรารักษาความสะอาดเป็นเรื่องที่ดี
แต่หากรักษาความสะอาดมากจนเกินความจำเป็น เช่น ชอบสระผมทุกวัน
ไม่เคยปล่อยให้ผมมันตามธรรมชาติเลย หนังศีรษะของคุณจะแห้ง เป็นขุย
เกิดอาการคัน ระคายเคือง เป็นรังแค แล้วก็ตามมาด้วยปัญหาผมร่วงในที่สุด
2. รักสวยรักงาม การที่เราเข้าร้านทำผมเป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นทั้งดัด ย้อม
หรือยืด ปัญหาที่ตามมาคือผมแห้งเสียชี้ฟู หยาบกระด้าง แตกปลาย
และน้ำยาหรือสารเคมีที่คุณใช้จะทำร้ายเส้นผมและหนังศีรษะ ทำให้ผมขาดหลุดล่วง
3. ทานอาหารรสจัด การที่คุณเป็นคนชอบทานอาหารรสจัด
ส่งผลต่อเส้นผมของคุณด้วย เพราะอาหารรสจัด จะทำให้ความดันโลหิตสูงเส้นเลือดหดตัว
เป็นสาเหตุที่ทำให้เลือดไปเลี้ยงรากผมไม่พอ รากผมจึงไม่แข็งแรง และขาดหลุดร่วงได้ง่ายนั่นเอง
4. รักการเข้าสังคม ในที่นี้คือการเที่ยว ดื่ม อย่างเต็มที่
มันก็จะส่งผลคล้ายกับการทานอาหารรสจัดนั่นแหละ
5. ความเข้าใจแบบผิดๆมีความเชื่อว่าถ้าหากหวีผมบ่อยๆจะทำให้ผมสวย แต่ว่าจริงๆ
แล้วการหวีผมเสมอๆนั้น ตัวหวีจะเสียดสีกับหนังศีรษะ จะให้ให้ผมร่วงโดยไม่จำเป็น…

Read More

การหายใจที่ถูกต้อง

ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ ถือเป็นอมตะวาจาที่ใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย ความเจ็บไข้นอกจากสร้างความทุกข์ทรมาน แก่ร่างกายแล้ว ยังเดือดร้อนเงินในกระเป๋าอีกด้วย เสียทั้งเงินเสียทั้งเวลาเสียทั้งความเหนื่อยล้า ทำลายสุขภาพจิตให่ห่อเหี่ยวไม่สดใส ไม่ว่าจะเป็นโรคเรื้อรังหรือโรครุนแรง ต่างก็ไม่ดี ที่ดีที่สุดคือ พยายามดูแลสุขภาพเอาไว้ให้สดใสแข็งแรงให้มากที่สุด

ด้วยการเลือกกินอาหารที่ดีและมีประโยชน์ ไม่ผ่านการแปรรูปมากเกินไป ออกกำกายสม่ำเสมอ ทำจิตใจให้สดใสไม่เครียดไม่กังวล ปล่อยวางไม่เก็บกดโมโหง่าย รู้จักให้อภัย

นอกจากนี้ยังมีเคล็ดลับที่ดีๆ จากโรงเรียนแพทย์ชื่อดังอย่างโรงพยาบาลจอนห์ฮอพกินส์ได้เปิดเผยถึงข้อมูลล่าสุด เกี่ยวกับการดูแลตัวเองให้ห่างไกลจากโรคมะเร็งไว้ดังนี้

1.มะเร็งเป็นโรคที่สัมพันธ์กับจิตใจ ร่างกายและจิตวิญญาณ วิธีการป้องกันเชิงรุก และการคิดในเชิงบวกจะช่วยให้เราสามารถอยู่รอดจากการทำสงครามกับมะเร็งได้ ด้วยการละความโกรธ ปล่อยวางให้มาก เพราะการไม่รู้จักให้อภัย และความขมขื่นใจ เหล่านี้จะทำให้ร่างกายเกิดความตึงเครียดและเลือดมีสภาวะเป็นกรดเพิ่มขึ้น รวมทั้งให้เรียนรู้ที่จะมีความรักและจิตวิญญาณแห่งการให้อภัย ที่สำคัญเรียนรู้ที่จะผ่อนคลายและหาความสุขกับชีวิต

2.เซลมะเร็งไม่สามารถเจริญเติบโตได้ในสภาวะที่มีอ๊อกซิเจนเป็นจำนวนมาก ดังนั้นการเพิ่มอ๊อกซิเจนให้กับร่างกายทำได้ง่ายๆเช่น การออกกำลังกายทุกวัน และการหายใจเข้าให้ลึกๆบ่อยๆจะช่วยให้ร่างกายได้รับอ๊อกซิเจนเพิ่มขึ้นไปจนถึงระดับเซล หรือการบำบัดด้วยอ๊อกซิเจน (Hyperbaric Oxygen Therapy) ถือเป็นวิธีการอีกอย่างที่ใช้ในการทำลายเซลมะเร็ง

นี่คือ สองเรื่องง่ายๆ ในการ ดูแลตัวเองเบื้องต้นให้ห่างกาย แข็งแรงที่คุณสามารถทำได้ด้วยตนเอง นี่คือ เรื่องที่คุณควรส่งต่อไปให้คนที่มีความสำคัญกับชีวิตคุณ ได้รับรู้รับทราบ จะได้ยึดถือปฏิบัติให้มีสุขภาวะที่ดีขึ้น…

Read More

ความเชื่อเรื่องการรับประทานยา อันไหนจริงหรือมั่ว

เรื่องของยารักษาโรค มีหลายความเชื่อที่ไม่ถูก แล้วก็กลายเป็นข้อสงสัยของคนเราจำนวนมากในเรื่องของความจริง
อีกด้านหนึ่งยังพบว่าความเชื่อที่ผิดเหล่านั้นก่อให้เกิดการใช้ที่ไม่ถูกวิธี ทำให้ผลของการรักษาด้อยประสิทธิภาพลง
โดยข้อมูลที่นำมาเสนอในคราวนี้จะเป็นการไขทุกความเชื่อเรื่องยารักษาโรค
ความเชื่อไหนผิดหรือความเชื่อไหนถูก ทุกคนจะได้รับทราบพร้อมกันจากผู้เชี่ยวชาญ

ยาฉีดมีคุณภาพมากยิ่งกว่ายารับประทาน ใช่หรือไม่?
ไม่จริงเสมอ ด้วยเหตุว่ายาจำพวกรับประทานก็มีคุณภาพสำหรับในการรักษาเช่นเดียวกัน
เพียงแค่ยาฉีดจะใช้สำหรับผู้เจ็บป่วยบางรายที่การทำงานของลำไส้หรือกระเพาะมีปัญหา
ดูดซับยาผิดปกติหรือติดเชื้อรุนแรง หรือในเรื่องที่ต้องการให้ยาที่ออกฤทธิ์เร็ว
การใช้ยาฉีดจะดียิ่งกว่ายารับประทาน เพราะว่าไม่ต้องคอยให้ยาซึมซับจนกระทั่งระดับการดูแลรักษาของยา
แต่ว่ายารับประทานจะได้โอกาสติดเชื้อน้อยกว่ายาฉีด

ยาต่างประเทศมีคุณภาพมากกว่ายาในประเทศ ใช่หรือไม่?
ไม่จริง เพราะว่ายาทุกหมวดหมู่ไม่ว่าจะยาไทยหรือยาต่างถิ่น
ก่อนวางขายล้วนผ่านการตรวจสอบอย่างละเอียดแล้วก็ผ่านการยืนยันแล้วว่ามีคุณภาพสำหรับการรักษา
โดยเหตุนั้นอีกทั้งยาไทยและก็ยาต่างถิ่นที่ได้รับอนุญาตให้วางขายในตลาด
ย่อมมีคุณภาพในการรักษาด้วยกันทั้งหมด
แต่ดังนี้เมืองไทยจะมีการประกาศมาตรฐานยาตามเภสัชตำรับในราชกิจจานุเบกษาว่ายาแต่ละชนิดจำเป็นต้องทบทวนตำรับยาอย่างสม่ำเสมอ
ซึ่งก็เป็นหน้าที่ของโรงงานยาและผู้ผลิตยาที่จำต้องดำเนินการ

การกินยาประเภทใดนานๆจะส่งผลต่อตับและก็ไต ใช่หรือไม่?
ขึ้นกับสถานการณ์ของคนป่วยว่ามีปัญหาหลักการทำงานของตับหรือไตหรือเปล่า นอกจากนี้ยังขึ้นอยู่กับการใช้ยาที่ถูกวิธี ถูกขนาดหรือไม่
ถ้าเกิดมีการใช้ยาโดยไม่มีข้อบ่งชี้ ก็อาจมีผลต่อตับหรือไตได้ หรือบางทีอาจได้รับผลกระทบของยา…

Read More

เตรียมพร้อมก่อนบริหารร่างกายให้ร่างกายได้ประสิทธิภาพ

สำหรับผู้ที่ชอบการออกกำลังกาย หรือพยายามควบคุมน้ำหนักลดหุ่นอยู่นั้น
ในหลายๆคนคิดว่าการบริหารร่างกายก็ง่ายๆเหมือนทั่วๆไป ซึ่ง
ถ้าใครบริหารร่างกายครั้งแรกจะพบว่า ถ้าเกิดพวกเราไม่ได้ทำการยืดกล้ามเนื้อในช่วง10-15 นาทีแรก
อาจจะทำให้ร่างกายของพวกเราเจ็บเมื่อยเนื้อเมื่อยตัวในวันต่อไปอย่างไม่ต้องสงสัย
วิธีการเตรียมพร้อมร่างกายหรือยืดหยุ่นกล้ามเนื้อนั้นสําคัญมาก
เพราะเหตุว่าช่วยลดการบาดเจ็บได้อย่างดีเยี่ยมรวมทั้งยังเป็นการจัดเตรียมร่างกายด้านอื่นๆ
ให้พร้อมเพื่อประโยชน์จากการบริหารร่างกายสูงสุดด้วย ยิ่งบางคนทำงานนานๆไม่ได้เปลี่ยนอิริยาบถทั้งวัน
ร่างกายจะสูญเสียความคล่องแคล่วว่องไว และเพื่อเรียกคืนความกระฉับกระเฉง เราควรจะบริหารร่างกายให้ได้อย่างน้อยวันละ10นาที
จะเป็นกีฬาชนิดใดก็ได้ อย่างเช่นการเต้นแอโรบิก ปั่นจักรยาน หรือวิ่ง เพื่อเป็นการกระตุ้นการทำงานของหัวใจ
หรือกีฬาที่ใช้การเคลื่อนไหวของร่างกายอย่างเช่น การเล่นแบดมินตัน บาสเกตบอล เพียงแค่วันละ10-15 นาที
ก็ช่วยเพิ่มความกระฉับกระเฉงและความแข็งแรงของร่างกายได้อีกด้วย
ซึ่งสิ่งที่สำคัญที่แนะนำมาทั้งปวงก็จะขาดไม่ได้ คือสิ่งสำคัญก่อนจะมีการออกกำลังกาย ควรปฏิบัติดังต่อไปนี้

นวดกระตุ้นกล้ามเนื้อ เป็นวิธีที่ๆหลายคนทำก่อนบริหารร่างกาย โดยใช้วิธีการเดียวกันกับท่าปลุกเซลล์ร่างกายสำหรับการนวดกดจุดแบบชีวจิต
เนื่องจากการนวดเฟ้นเบาๆช่วยปลุกเซลล์ร่างกายที่ไม่ได้ทำงานให้ตื่นตัวพร้อมรับการบริหารร่างกาย เนื่องจากว่าการบริหารร่างกายนั้นจะใช้ร่างกายทุกส่วน
ถ้าพวกเราไม่ได้รับการบริหารร่างกายใน่ชวงแรก ก็จะทำให้ร่างกายของเราบาดเจ็บได้หลังจากออกกำลังกาย

ดื่มน้ำก่อนบริหารร่างกาย พวกเราควรจะดื่มน้ำก่อนออกกําลังกายหนึ่งแก้วก่อนออกกำลังกายเราไม่สมควรปล่อยให้ร่างกายของเราขาดน้ำ
เนื่องจากว่าภายในร่างกายของมนุษย์นั้น มีน้ำเป็นองค์ประกอบมากกว่า 75 เปอร์เซ็นต์ การปล่อยให้ร่างกายขาดน้ำในตอนที่ออกแรงมากย่อมไม่ดีต่ออวัยวะระบบต่างๆ
มิหนําซ้ำยังทําให้ระบบสลายไขมันทํางานลดลง 3 เปอร์เซ็นต์

ทานอาหารก่อนออกกำลังกาย การออกกําลังกายขณะท้องว่างทําให้ร่างกายดึงเอาพลังงานสํารองมาใช้จนหมดส่งผลให้ร่างกายอ่อนเพลียและไม่สามารถออกแรงได้เต็มที่
อีกทั้งทำให้เกิดผลเสียและไม่ดีต่อระบบเผาผลาญอีก ทางที่ดีควรจะรับประทานอาหารมื้อเล็กๆหรือผลไม้ บางทีอาจรับประทานแอปเปิ้ล รองท้องสักครึ่งชั่วโมงก่อนออกกําลังกายทุกครั้ง

เดินก่อนออกกําลังกาย เป็นวิธีที่ง่ายแล้วก็ควรจะทำก่อนบริหารร่างกาย การยืดหยุ่นกล้ามเนื้อคือการเตรียมร่างกายให้พร้อมก่อนเล่นกีฬา
การเดินก็ถือเป็นการเตรียมพร้อมจิตใจก่อนเล่นกีฬาเช่นกัน ผู้เชี่ยวชาญแนะนําให้เดิน 2-3 นาที
ก่อนเล่นกีฬาเพื่อผ่อนคลายความเครียดจากการทํางานและเตรียมพร้อมร่างกาย

ทั้งหมดก็เป็นการเตรียมตัวก่อนการออกกำลังกาย การเลียนแบบคำแนะนำข้างต้น
จะช่วยลดการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นหลังการออกกำลังกาย และหากพวกเราต้องการบริหารร่างกายให้สนุกก็ควรจะชักชวนเพื่อนมาออกกำลังกายด้วยกัน
เนื่องจากการมีเพื่อนจะช่วยทำให้การออกกำลังกายสนุกสนาน คลายเครียด และมีแรงในการต้องการออกกำลังกายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ…

Read More